ศาสตร์แห่งการตีความ (Hermeneutics)#
ปรัชญา · ทฤษฎีการตีความและความเข้าใจ
คำอธิบายให้เห็นภาพ#
Hermeneutics คือปรัชญาของการตีความ ไม่ใช่เพียงเทคนิคการอ่านตำรา แต่เป็นการตั้งคำถามว่าความหมายเกิดขึ้นได้อย่างไร การตีความมีความถูกต้องได้ในลักษณะใด และการตีความเกี่ยวข้องกับภาษา ประวัติศาสตร์ ศิลปะ ความรู้ และการดำรงอยู่ของมนุษย์อย่างไร
คำถามหลักของศาสตร์นี้คือ เราเข้าใจข้อความ บุคคล ความฝัน สัญลักษณ์ และชีวิตของตนเองผ่านกระบวนการตีความแบบใด และเมื่อเราตีความสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เรากำลังค้นพบความหมายที่มีอยู่ก่อนแล้ว หรือกำลังสร้างความหมายขึ้นใหม่ร่วมกับอดีต ภาษา และตัวผู้ตีความเอง
ความเป็นมาและกรอบความคิด#
เดิมที hermeneutics มีความสำคัญในขอบเขตเฉพาะทาง เช่น เทววิทยา (theology) นิติศาสตร์ (jurisprudence) การแพทย์ มนุษยศาสตร์ และสังคมศาสตร์ ก่อนจะพัฒนาเป็นสายปรัชญาเต็มรูปแบบในความคิดเยอรมันสมัยใหม่ โดยเฉพาะผ่านผลงานของ Schleiermacher, Dilthey, Heidegger, Gadamer และ Ricoeur (Stanford Encyclopedia of Philosophy)
แกนกลางของศาสตร์นี้ครอบคลุมประเด็นเรื่องการตีความ ความหมาย ภาษา ข้อความ ประวัติศาสตร์ สัญลักษณ์ ความเข้าใจตนเอง ธรรมชาติของประสบการณ์การตีความ และความสัมพันธ์ระหว่างส่วนย่อยกับภาพรวม
นักคิดสำคัญ#
ฟรีดริช ชไลเออร์มาเคอร์ (Friedrich Schleiermacher)#
- ผลงานสำคัญ: Hermeneutics and Criticism, On Religion, The Christian Faith, Dialectic
- แนวคิดหลัก:
- General Hermeneutics — การตีความไม่ใช่เรื่องเฉพาะคัมภีร์ แต่ใช้ได้กับภาษาและข้อความโดยทั่วไป
- Art of Interpretation — hermeneutics เป็นศิลปะของการเข้าใจข้อความ
- Misunderstanding as Default — ความไม่เข้าใจไม่ใช่ข้อยกเว้น แต่เป็นจุดเริ่มต้นตามปกติของการตีความ
- Grammatical Interpretation — การอ่านผ่านโครงสร้างภาษา ไวยากรณ์ ระบบคำ และบริบทภาษาร่วม
- Psychological Interpretation — การอ่านผ่านบุคลิก เจตนา สไตล์ และโลกภายในของผู้เขียน
- Divinatory and Comparative Method — ความเข้าใจที่เกิดจากทั้งการเทียบเคียงและการคาดหยั่งเชิงสร้างสรรค์
- Hermeneutic Circle — เข้าใจส่วนย่อยผ่านภาพรวม และเข้าใจภาพรวมผ่านส่วนย่อย
- Understand Better than the Author — เป้าหมายของการตีความคือเข้าใจงานให้เท่าเทียมหรือดีกว่าผู้สร้างในบางแง่มุม
- Interpretation as Infinite Task — การตีความไม่มีจุดจบที่สมบูรณ์แบบตายตัว
- หมายเหตุวิชาการ: Schleiermacher เป็นจุดตั้งต้นสำคัญของ hermeneutics สมัยใหม่ เพราะขยายขอบเขตของ hermeneutics จากการเป็นเครื่องมือเฉพาะของพระคัมภีร์และกฎหมาย ไปสู่ universal hermeneutics ของภาษาโดยทั่วไป และเสนอว่าการตีความต้องดำเนินไปทั้งในมิติ grammatical และ psychological พร้อมกัน (Stanford Encyclopedia of Philosophy)
วิลเฮล์ม ดิลไทย์ (Wilhelm Dilthey)#
- ผลงานสำคัญ: Introduction to the Human Sciences, The Formation of the Historical World in the Human Sciences, Selected Works on Hermeneutics, Poetry and Experience
- แนวคิดหลัก:
- Human Sciences / Geisteswissenschaften — ศาสตร์มนุษย์ต้องมีวิธีการรู้ที่แตกต่างจากวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ
- Understanding / Verstehen — การเข้าใจชีวิตมนุษย์จากความหมายภายใน ไม่ใช่เพียงการอธิบายเชิงเหตุกลไก
- Explanation vs Understanding — วิทยาศาสตร์ธรรมชาติอธิบาย แต่ชีวิตมนุษย์ต้องเข้าใจ
- Lived Experience / Erlebnis — ประสบการณ์ที่ถูกดำรงอยู่จากภายใน
- Expression / Ausdruck — ชีวิตภายในแสดงออกผ่านภาษา ศิลปะ การกระทำ และประวัติศาสตร์
- Historical Consciousness — มนุษย์เข้าใจตนเองผ่านประวัติศาสตร์
- Hermeneutics as Foundation of Human Sciences — การตีความเป็นฐานความรู้ของมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
- Life Interprets Life — ชีวิตหนึ่งเข้าใจชีวิตอีกชีวิตหนึ่งผ่านร่องรอยการแสดงออกที่ถูกทิ้งไว้
- Contextual Meaning — ความหมายต้องอ่านผ่านโลกทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม
- หมายเหตุวิชาการ: Dilthey พยายามวางฐานความชอบธรรมให้แก่ human sciences โดยไม่ลดทอนมนุษย์ให้เป็นวัตถุแบบวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ เขาเห็นว่า hermeneutics เป็นวิธีรักษาความถูกต้องของความรู้ทางประวัติศาสตร์และการตีความ ให้พ้นจากทั้งความตามใจแบบโรแมนติกและความคลางแคลงแบบไร้หลักเกณฑ์ (Stanford Encyclopedia of Philosophy)
มาร์ติน ไฮเดกเกอร์ (Martin Heidegger)#
- ผลงานสำคัญ: Being and Time, Ontology—The Hermeneutics of Facticity, Introduction to Metaphysics, Poetry, Language, Thought
- แนวคิดหลัก:
- Hermeneutics of Facticity — การตีความชีวิตที่ถูกโยนเข้ามาในเงื่อนไขที่เป็นจริง
- Understanding as Existential Structure — มนุษย์ไม่ได้ตีความเป็นครั้งคราว แต่เป็นสิ่งมีอยู่ที่ตีความอยู่เสมอ
- Fore-structure of Understanding — ความเข้าใจมีการเข้าใจล่วงหน้า (pre-understanding) อยู่ก่อนแล้ว
- Dasein as Self-interpreting — Dasein เข้าใจตนเองผ่านความเป็นไปได้ของชีวิต
- Being-in-the-world — ความหมายเกิดขึ้นในโลกที่เราดำรงอยู่ ไม่ใช่ในความคิดล้วน ๆ
- Language as House of Being — ภาษาคือที่พำนักของ Being
- Interpretation before Theory — ก่อนจะมีทฤษฎีใด เราอยู่ในโลกที่มีความหมายอยู่แล้ว
- Hermeneutic Circle as Ontological — วงจรการตีความไม่ใช่เพียงเทคนิคการอ่าน แต่เป็นโครงสร้างของการดำรงอยู่
- Facticity and Projection — เราถูกโยนเข้ามาในโลก แต่ก็ฉายความเป็นไปได้ของตนไปข้างหน้าเช่นกัน
- หมายเหตุวิชาการ: Heidegger เปลี่ยนความหมายของ hermeneutics จาก "วิธีตีความข้อความ" ไปสู่ "โครงสร้างของการมีอยู่ของมนุษย์" ใน Being and Time เขาใช้ hermeneutics เพื่อวิเคราะห์ Dasein ในฐานะสิ่งมีอยู่ที่ตีความตนเองและโลกอยู่แล้วโดยพื้นฐาน ไม่ใช่ subject ที่เป็นกลางแล้วค่อยไปอ่านความหมายภายหลัง (Stanford Encyclopedia of Philosophy)
ฮันส์-เกออร์ก กาดาเมอร์ (Hans-Georg Gadamer)#
- ผลงานสำคัญ: Truth and Method, Philosophical Hermeneutics, Reason in the Age of Science, The Relevance of the Beautiful
- แนวคิดหลัก:
- Philosophical Hermeneutics — hermeneutics เป็นปรัชญาของความเข้าใจ ไม่ใช่เพียง method
- Prejudice / Vorurteil — อคติก่อนความเข้าใจไม่ได้เลวร้ายเสมอไป แต่เป็นเงื่อนไขที่ทำให้เกิดความเข้าใจได้
- Tradition — เราเข้าใจสิ่งต่าง ๆ ผ่านประเพณี ภาษา และประวัติศาสตร์ที่สืบทอดมา
- Historically Effected Consciousness / Wirkungsgeschichtliches Bewusstsein — เราถูกประวัติศาสตร์ส่งผลกระทบต่อเรา แม้ไม่รู้ตัว
- Fusion of Horizons — ความเข้าใจเกิดขึ้นเมื่อขอบฟ้า (horizon) ของผู้ตีความและของข้อความ/อดีตปะทะและหลอมรวมขยายกัน
- Application — การเข้าใจไม่แยกขาดจากการนำความหมายมาใช้ในปัจจุบัน
- Dialogue — ความเข้าใจเกิดขึ้นในลักษณะบทสนทนา ไม่ใช่การครอบครองความหมายฝ่ายเดียว
- Truth beyond Method — ความจริงบางประเภทในศิลปะ ประวัติศาสตร์ และภาษา ไม่อาจถูกจับได้หมดด้วย method แบบวิทยาศาสตร์
- Question and Answer Logic — ข้อความเป็นคำตอบต่อคำถามบางอย่าง และผู้อ่านต้องเรียนรู้ที่จะเข้าใจคำถามนั้น
- หมายเหตุวิชาการ: Gadamer เป็นบุคคลสำคัญของ contemporary hermeneutics เขายืนยันว่าความเข้าใจมีประสบการณ์ของความจริงที่แตกต่างจากความรู้แบบวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ และวิจารณ์ "prejudice against prejudice" ของยุค Enlightenment โดยเสนอว่า tradition และ prejudice บางประเภทเป็นเงื่อนไขของความเข้าใจ ไม่ใช่สิ่งที่ต้องขจัดทิ้งทั้งหมด (Stanford Encyclopedia of Philosophy)
ปอล ริเกอร์ (Paul Ricoeur)#
- ผลงานสำคัญ: Freud and Philosophy, The Symbolism of Evil, The Rule of Metaphor, Time and Narrative, Oneself as Another, Interpretation Theory, Memory, History, Forgetting
- แนวคิดหลัก:
- Hermeneutics of Suspicion — การตีความแบบสงสัยว่าความหมายที่ปรากฏอาจปิดบังแรงขับเบื้องลึก ดังที่ปรากฏในแนวคิดของ Freud, Marx, Nietzsche
- Hermeneutics of Restoration / Faith — การตีความที่เปิดความหมายเชิงสัญลักษณ์และคืนพลังให้แก่ข้อความ
- Symbol Gives Rise to Thought — สัญลักษณ์ทำให้ความคิดเกิดขึ้น ไม่ใช่เพียงแทนความหมายที่มีอยู่ก่อนแล้ว
- Text as Autonomous — ข้อความเมื่อถูกเขียนแล้วมีชีวิตของตนเองเกินกว่าเจตนาของผู้เขียน
- Distanciation — ระยะห่างจากผู้เขียนและบริบทเดิมเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความหมายใหม่ได้
- Narrative Identity — ตัวตนถูกเข้าใจผ่านเรื่องเล่าที่เชื่อมโยงความต่อเนื่องและการเปลี่ยนแปลง
- Metaphor as Redescription — อุปมาไม่ใช่เครื่องประดับทางภาษา แต่ทำให้โลกถูกอธิบายใหม่
- Time and Narrative — มนุษย์เข้าใจเวลาและชีวิตของตนผ่านเรื่องเล่า
- Self as Another — ตัวตนมีความเป็นอื่นดำรงอยู่ภายในตัวเอง
- หมายเหตุวิชาการ: Ricoeur เสนอ "ทางอ้อม" ของการเข้าใจตนเอง กล่าวคือ self-understanding ต้องผ่านภาษา สัญลักษณ์ ข้อความ ประวัติศาสตร์ และความขัดแย้งของการตีความในศาสตร์ต่าง ๆ ไม่ใช่การเข้าถึง self แบบบริสุทธิ์โดยตรง hermeneutics ของเขาจึงเชื่อมโยง phenomenology, psychoanalysis, structuralism, ทฤษฎีอุปมา ทฤษฎีเรื่องเล่า และจริยศาสตร์เข้าด้วยกัน (Stanford Encyclopedia of Philosophy)
ยัวร์เกิน ฮาเบอร์มาส (Jürgen Habermas)#
- ผลงานสำคัญ: Knowledge and Human Interests, The Theory of Communicative Action, Moral Consciousness and Communicative Action, Between Facts and Norms, On the Logic of the Social Sciences
- แนวคิดหลัก:
- Critical Hermeneutics — การตีความต้องวิจารณ์อำนาจ อุดมการณ์ และการบิดเบือนการสื่อสาร
- Knowledge and Human Interests — ความรู้เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์และความสนใจพื้นฐานของมนุษย์
- Communicative Action — การสื่อสารที่มุ่งสู่ความเข้าใจร่วมกัน ไม่ใช่เพียงการควบคุมผลลัพธ์
- Distorted Communication — การสื่อสารที่ถูกบิดเบือนโดยอำนาจ อุดมการณ์ หรือเงื่อนไขทางสังคม
- Emancipatory Interest — ความรู้บางประเภทมีเป้าหมายเพื่อการปลดปล่อยจากการครอบงำ
- Discourse Ethics — บรรทัดฐานทางจริยธรรมควรถูกทดสอบผ่านกระบวนการสนทนาที่เสรีและเท่าเทียม
- Critique of Gadamer — tradition ไม่ควรได้รับความเชื่อถือมากเกินไป เพราะอาจมีอำนาจและการครอบงำแฝงอยู่
- Psychoanalysis as Critical Hermeneutics — งานของ Freud เป็นตัวอย่างของการตีความที่มุ่งปลดปล่อยจาก self-deception
- Public Reason — เหตุผลสาธารณะและประชาธิปไตยที่ดำเนินผ่านการสื่อสาร
- หมายเหตุวิชาการ: ในภาพรวมของ contemporary hermeneutics ฮาเบอร์มาสมีความสำคัญในฐานะตัวแทนฝ่าย critical theory ที่ท้าทายกาดาเมอร์ว่าความเข้าใจผ่าน tradition เพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ เพราะ tradition อาจเป็นที่พำนักของอำนาจและอุดมการณ์ การตีความจึงต้องมีมิติเชิงวิพากษ์และการปลดปล่อยร่วมด้วย (Stanford Encyclopedia of Philosophy)
นักคิดเสริมที่ควรบรรจุ#
โยฮันน์ ก็อทฟรีด แฮร์เดอร์ (Johann Gottfried Herder)#
- มีความสำคัญต่อการศึกษาภาษา วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และความเข้าใจมนุษย์ผ่านบริบทเฉพาะ
วิลเฮล์ม ฟอน ฮุมโบลดต์ (Wilhelm von Humboldt)#
- มีความสำคัญต่อแนวคิดเรื่องภาษาในฐานะพลังสร้างโลก มิใช่เพียงเครื่องมือแทนความคิด
รูดอล์ฟ บุลท์มันน์ (Rudolf Bultmann)#
- มีความสำคัญต่อ Biblical hermeneutics แนวคิดเรื่อง demythologization และการตีความเชิงอัตถิภาวนิยม (existential interpretation)
เอมิลิโอ เบตติ (Emilio Betti)#
- เป็นตัวแทนฝ่ายที่เน้นความเป็นภาวะวิสัย (objectivity) และ methodological hermeneutics เพื่อโต้แย้งแนวทางบางส่วนของกาดาเมอร์
อี. ดี. เฮิร์ช (E. D. Hirsch)#
- มีความสำคัญต่อการถกเถียงเรื่องเจตนาของผู้เขียน (authorial intention) และความสมเหตุสมผลในการตีความ (validity in interpretation)
ฌัก แดร์ริดา (Jacques Derrida)#
- นักคิดข้ามสายที่มีความสำคัญต่อแนวคิด deconstruction และการทำให้เสถียรภาพของความหมายสั่นคลอน
ชาลส์ เทย์เลอร์ (Charles Taylor)#
- มีความสำคัญต่อ hermeneutic social science การตีความตนเอง (self-interpretation) และอัตลักษณ์สมัยใหม่
อภิธานศัพท์#
- Hermeneutics — ปรัชญาและศิลปะของการตีความ
- Interpretation — การทำความหมายให้ปรากฏหรือเข้าใจได้
- Understanding / Verstehen — การเข้าใจความหมายจากภายใน
- Explanation / Erklären — การอธิบายเชิงเหตุปัจจัย ซึ่งเป็นแนวทางของวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ อยู่ในลักษณะเปรียบต่างกับ Verstehen
- Hermeneutic Circle — วงจรที่ส่วนย่อยเข้าใจได้ผ่านภาพรวม และภาพรวมเข้าใจได้ผ่านส่วนย่อย
- Pre-understanding — ความเข้าใจที่มีอยู่ก่อนการตีความ
- Prejudice / Vorurteil — อคติก่อนความเข้าใจ ซึ่งอาจเป็นเงื่อนไขของความเข้าใจ (แนวคิดของกาดาเมอร์)
- Horizon — ขอบฟ้าความหมายของผู้ตีความหรือของข้อความ
- Fusion of Horizons — การหลอมรวมขอบฟ้าความหมายระหว่างผู้ตีความกับข้อความ
- Tradition — มรดกทางภาษา ประวัติศาสตร์ และความหมายที่สืบทอดมา
- Historically Effected Consciousness — สำนึกที่ถูกกระทำโดยประวัติศาสตร์
- Application — การเข้าใจด้วยการนำความหมายมาใช้ในปัจจุบัน
- Distanciation — ระยะห่างจากผู้เขียนหรือบริบทเดิมที่ทำให้ข้อความมีความหมายใหม่ได้ (แนวคิดของริเกอร์)
- Appropriation — การรับความหมายมาเป็นของตนผ่านกระบวนการแปรรูป
- Suspicion — การสงสัยความหมายที่ปรากฏตรงหน้า ดังที่ปรากฏในความคิดของ Freud, Marx, Nietzsche
- Restoration — การคืนพลังความหมายให้แก่สัญลักษณ์หรือข้อความ
- Narrative Identity — ตัวตนที่ก่อรูปขึ้นผ่านเรื่องเล่า
- Metaphor — อุปมาที่ทำหน้าที่อธิบายความเป็นจริงใหม่ (redescription)
- Textual Autonomy — ภาวะที่ข้อความมีชีวิตของตนเองเกินกว่าเจตนาของผู้เขียน
- Authorial Intention — เจตนาของผู้เขียน
- Meaning vs Significance — ความแตกต่างระหว่างความหมายเดิมกับความสำคัญที่มีต่อผู้อ่านในปัจจุบัน (ประเด็นในงานของเฮิร์ช)
- Critical Hermeneutics — แนวทางการตีความที่วิจารณ์อำนาจและอุดมการณ์ (แนวคิดของฮาเบอร์มาส)
- Distorted Communication — การสื่อสารที่ถูกบิดเบือนโดยอำนาจ
- Demythologization — การอ่าน myth เพื่อเข้าถึงความหมายเชิงอัตถิภาวนิยม (แนวคิดของบุลท์มันน์)
ข้อควรระวังทางวิชาการ#
- ไม่ควรทำให้ hermeneutics กลายเป็นการอนุญาตให้ "ตีความอะไรก็ได้" โดยไม่มีวินัยทางวิชาการ
- ไม่ควรถือว่าสัญลักษณ์มีความหมายเดียวตายตัวแบบพจนานุกรม
- ไม่ควรสรุปว่าความหมายขึ้นอยู่กับผู้อ่านแต่เพียงฝ่ายเดียว
- การตีความที่รอบด้านต้องพิจารณาผู้เขียน ข้อความ ภาษา ประวัติศาสตร์ ประเพณี และผู้อ่านในปัจจุบันประกอบกัน
- แนวคิดเรื่อง fusion of horizons ของกาดาเมอร์ไม่ควรถูกใช้เพื่อสนับสนุนความเชื่อใน tradition โดยปราศจากการวิพากษ์
- แนวคิดเชิงวิพากษ์ของฮาเบอร์มาสไม่ควรถูกใช้เพื่อปฏิเสธคุณค่าของ tradition ทั้งหมด
- แนวคิดของริเกอร์ไม่ควรถูกลดทอนเหลือเพียงมิติของ "ความสงสัย" เพราะเขาเสนอทั้ง hermeneutics of suspicion และ hermeneutics of restoration ควบคู่กัน
หมายเหตุการขัดเกลา: เนื้อหานี้ปรับปรุงจากบันทึกต้นทางโดยตัดส่วนที่ไม่เกี่ยวกับสาระทางวิชาการออก และจัดเรียงตามโครงมาตรฐานของหน้าสำนักคิด โดยคงเนื้อหาทางวิชาการและการอ้างอิงจากต้นฉบับไว้ครบถ้วน