ปรากฏการณ์วิทยา (Phenomenology)#
ปรัชญา - สายย่อย: ปรากฏการณ์วิทยาคลาสสิก, ปรากฏการณ์วิทยาเชิงภาวะดำรงอยู่และการตีความ, การตีความศาสตร์, จิตเวชศาสตร์ปรากฏการณ์วิทยา, จิตบำบัดอัตถิภาวะ, จิตวิทยาปรากฏการณ์วิทยาและมนุษยศาสตร์
คำอธิบายให้เห็นภาพ#
ลองนึกภาพว่าก่อนจะอธิบายอะไรด้วยทฤษฎี สถิติ หรือทฤษฎีสมอง เราหยุดถามคำถามที่ดูเรียบง่ายที่สุดก่อน นั่นคือ "สิ่งนี้ปรากฏต่อประสบการณ์ของเราอย่างไร" ปรากฏการณ์วิทยาคือความพยายามตอบคำถามนั้นอย่างมีวินัย ไม่ใช่การนั่งนิ่งแล้วสำรวจความรู้สึกตามใจชอบ แต่เป็นการบรรยายโครงสร้างของประสบการณ์ที่มีชีวิต (lived experience) อย่างเป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็นเวลา ร่างกาย ความตั้งใจ (intentionality) ความหมาย โลก และความสัมพันธ์กับผู้อื่น
จากรากนี้ แขนงหนึ่งแตกออกไปเป็นการตีความศาสตร์ (hermeneutics) ซึ่งถามว่าความเข้าใจและความหมายเกิดขึ้นได้อย่างไร ผ่านภาษา ประวัติศาสตร์ ตัวบท และขอบฟ้าของผู้ตีความเอง อีกแขนงหนึ่งขยายเข้าสู่วงการแพทย์และจิตวิทยา กลายเป็นจิตเวชศาสตร์ปรากฏการณ์วิทยา (phenomenological psychiatry) ที่มองอาการทางจิตว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงของวิธีที่คนมีโลก ไม่ใช่แค่ความผิดปกติในสมองที่แยกจากชีวิต และแขนงจิตบำบัดอัตถิภาวะ (existential therapy) ที่ทำงานกับความจริงพื้นฐานของการมีชีวิต เช่น ความตาย เสรีภาพ ความโดดเดี่ยว และความหมาย
สายนี้จึงไม่ใช่สำนักจิตวิทยาโดยตรงแบบ CBT หรือจิตวิเคราะห์แบบฟรอยด์ แต่เป็นรากปรัชญาและวิธีคิดที่แผ่อิทธิพลไปทั่วทั้งจิตวิทยา จิตบำบัด จิตเวชศาสตร์ ปรัชญาจิต และการวิจัยเชิงคุณภาพ
ความเป็นมาและกรอบความคิด#
ปรากฏการณ์วิทยาสมัยใหม่เริ่มต้นจากความพยายามของเอ็ดมุนด์ ฮุสเซิร์ล (Edmund Husserl) ที่ต้องการให้ปรัชญากลับไปสู่ "สิ่งที่ปรากฏในประสบการณ์" ก่อนจะรีบอธิบายด้วยทฤษฎี วิทยาศาสตร์ หรืออภิปรัชญาที่ครอบทับอยู่แล้ว รากความคิดเรื่องความตั้งใจ (intentionality) ซึ่งเป็นแกนสำคัญของฮุสเซิร์ลนั้นสืบมาจากฟรานซ์ เบรนตาโน (Franz Brentano) ผู้บุกเบิกจิตวิทยาเชิงบรรยาย (descriptive psychology) ก่อนหน้านั้น
จากฐานของฮุสเซิร์ล นักคิดรุ่นต่อมาแตกแขนงออกไปหลายทิศทาง บางส่วนขยายไปสู่คุณค่า อารมณ์ และมนุษยวิทยาเชิงปรัชญา บางส่วนศึกษาความเห็นอกเห็นใจ (empathy) และการรับรู้ผู้อื่นในฐานะประธาน ไม่ใช่วัตถุ และบางส่วนนำไปใช้กับปรากฏการณ์วิทยาของศิลปะและวรรณกรรม
จุดเปลี่ยนสำคัญมาพร้อมกับมาร์ติน ไฮเดกเกอร์ (Martin Heidegger) ผู้เปลี่ยนคำถามจากโครงสร้างของสำนึกไปสู่คำถามเรื่องการมีอยู่ (Being) มนุษย์ในสายตาของไฮเดกเกอร์ไม่ใช่ "จิตที่ยืนมองโลก" แต่เป็นผู้ถูกโยนลงมาอยู่ในโลก (thrownness) ผูกพันกับความสัมพันธ์ ภาษา เวลา ความตาย และความหมายตั้งแต่แรกเริ่ม แนวทางนี้เปิดทางให้เกิดปรากฏการณ์วิทยาเชิงภาวะดำรงอยู่ (existential phenomenology) ในฝรั่งเศส ทั้งฌอง-ปอล ซาร์ตร์ที่มองสำนึกผ่านเสรีภาพและความหลอกตัวเอง และโมริส แมร์โล-ปงตีที่ทำให้ร่างกายกลายเป็นวิธีที่มนุษย์มีโลกและรับรู้โลก ไม่ใช่แค่วัตถุที่จิตควบคุม
ควบคู่กันไป การตีความศาสตร์ (hermeneutics) พัฒนาจากศิลปะการตีความพระคัมภีร์และข้อความเฉพาะทางของฟรีดริช ชไลเออร์มาเคอร์ ไปสู่รากฐานของมนุษยศาสตร์ในงานของวิลเฮล์ม ดิลไทย์ ก่อนจะกลายเป็นปรัชญาการตีความสมัยใหม่อย่างเต็มรูปในงานของฮันส์-เกออร์ก กาดาเมอร์ ผู้เสนอว่ามนุษย์ไม่เคยเข้าใจอะไรจากความว่างเปล่า แต่เข้าใจผ่านประวัติศาสตร์ ภาษา อคติเดิม และการสนทนากับสิ่งที่กำลังตีความ
เมื่อสายปรากฏการณ์วิทยาและการตีความศาสตร์เข้าสู่วงการแพทย์และจิตวิทยา เกิดจิตเวชศาสตร์ปรากฏการณ์วิทยา นำโดยคาร์ล ยาสเปอร์ส ผู้แยกการอธิบายสาเหตุของอาการออกจากการเข้าใจประสบการณ์ของผู้ป่วยจากภายใน ตามมาด้วยการวิเคราะห์ภาวะดำรงอยู่ (Daseinsanalysis) ของลุดวิก บินสวังเงอร์และเมดาร์ด บอสส์ที่นำแนวคิดของไฮเดกเกอร์มาใช้จริงในคลินิก ในทางจิตบำบัด แนวคิดเหล่านี้ผลิดอกในอเมริกาผ่านรอลโล เมย์และเออร์วิน ยาลอม รวมถึงลอโกเทอราปีของวิคเตอร์ แฟรงเคิลที่วางความหมายเป็นแกนของการมีชีวิตอยู่ ส่วนในทางระเบียบวิธีวิจัย ปรากฏการณ์วิทยากลายเป็นเครื่องมือศึกษาประสบการณ์มนุษย์เชิงคุณภาพผ่านงานของอมีเดโอ จิออร์จี และกลุ่มดูเควสน์ (Duquesne School) และขยายไปสู่จิตวิทยาเรื่องเล่า (narrative psychology) ผ่านเจอโรม บรูเนอร์และพอล ริเกอร์ที่เชื่อมปรากฏการณ์วิทยากับการตีความสัญลักษณ์ ตัวบท และอัตลักษณ์เชิงเรื่องเล่า
นักคิดสำคัญ#
เอ็ดมุนด์ ฮุสเซิร์ล (Edmund Husserl)#
- สาย: ปรากฏการณ์วิทยาคลาสสิก, ปรากฏการณ์วิทยาเชิงอุตรวิสัย (Transcendental Phenomenology) - ผู้ก่อตั้งปรากฏการณ์วิทยาสมัยใหม่
- แนวคิดสำคัญ: ความตั้งใจ (intentionality), การลดทอนเชิงปรากฏการณ์วิทยา (phenomenological reduction), เอโปเค (epoche), โนเอซิส-โนเอมา, โลกชีวิต (lifeworld), อุตรวิสัยของประธาน, สำนึกแห่งเวลา
- ผลงานสำคัญ: Logical Investigations, Ideas Pertaining to a Pure Phenomenology, Cartesian Meditations, The Crisis of European Sciences and Transcendental Phenomenology, On the Phenomenology of the Consciousness of Internal Time
- ความสำคัญ: จุดเริ่มต้นของปรากฏการณ์วิทยาสมัยใหม่ ที่ต้องการให้ปรัชญากลับไปสู่สิ่งที่ปรากฏในประสบการณ์ก่อนจะรีบอธิบายด้วยทฤษฎีที่ครอบทับอยู่แล้ว
ฟรานซ์ เบรนตาโน (Franz Brentano)#
- สาย: จิตวิทยาเชิงบรรยาย (Descriptive Psychology), ผู้บุกเบิกแนวคิดก่อนปรากฏการณ์วิทยา
- แนวคิดสำคัญ: ความตั้งใจ (intentionality), act psychology, จิตวิทยาเชิงบรรยาย, ปรากฏการณ์ทางจิต
- ผลงานสำคัญ: Psychology from an Empirical Standpoint, Descriptive Psychology
- ความสำคัญ: แนวคิดเรื่องความตั้งใจของเบรนตาโนเป็นรากที่ฮุสเซิร์ลนำไปพัฒนาต่อเป็นปรากฏการณ์วิทยาโดยตรง
มาร์ติน ไฮเดกเกอร์ (Martin Heidegger)#
- สาย: ปรากฏการณ์วิทยาเชิงตีความ (Hermeneutic Phenomenology), ภววิทยาเชิงอัตถิภาวะ - ผู้เปลี่ยนปรากฏการณ์วิทยาจากสำนึกไปสู่คำถามเรื่องการมีอยู่
- แนวคิดสำคัญ: ดาไซน์ (Dasein), การอยู่ในโลก (Being-in-the-world), ความเป็นห่วงใย (care), ความถูกโยนลงมา (thrownness), การมีอยู่มุ่งสู่ความตาย, ความจริงแท้ (authenticity), วงจรการตีความ (hermeneutic circle)
- ผลงานสำคัญ: Being and Time, The Basic Problems of Phenomenology, Introduction to Metaphysics, The Question Concerning Technology, Poetry, Language, Thought
- ความสำคัญ: ทำให้ปรากฏการณ์วิทยาไม่ใช่แค่การบรรยายโครงสร้างของสำนึก แต่กลายเป็นการตีความการมีอยู่ของมนุษย์ในโลก ที่ถูกโยนลงมาพร้อมความสัมพันธ์ ภาษา เวลา และความตายตั้งแต่แรก
ฌอง-ปอล ซาร์ตร์ (Jean-Paul Sartre)#
- สาย: ปรากฏการณ์วิทยาเชิงอัตถิภาวะ, อัตถิภาวนิยม - นักปรัชญาฝรั่งเศสคนสำคัญของสายนี้
- แนวคิดสำคัญ: สำนึก, ความว่างเปล่า (nothingness), เสรีภาพ, การหลอกตัวเอง (bad faith), การมีอยู่-เพื่อตน/การมีอยู่-ในตน, สายตาของผู้อื่น (gaze), สถานการณ์
- ผลงานสำคัญ: Being and Nothingness, The Transcendence of the Ego, Existentialism Is a Humanism, Nausea
- ความสำคัญ: ทำให้ปรากฏการณ์วิทยากลายเป็นปรัชญาแห่งเสรีภาพ ความรับผิดชอบ ความหลอกตัวเอง และความตึงเครียดระหว่างตัวตนกับสายตาของผู้อื่น
โมริส แมร์โล-ปงตี (Maurice Merleau-Ponty)#
- สาย: ปรากฏการณ์วิทยาแห่งร่างกาย (Embodied Phenomenology), ปรากฏการณ์วิทยาเชิงอัตถิภาวะ - นักปรากฏการณ์วิทยาร่างกายคนสำคัญที่สุดคนหนึ่ง
- แนวคิดสำคัญ: การรับรู้ผ่านร่างกาย, ประธาน-ร่างกาย (body-subject), เนื้อ (flesh), chiasm, การรับรู้ (perception), ความกำกวม (ambiguity)
- ผลงานสำคัญ: Phenomenology of Perception, The Structure of Behavior, The Visible and the Invisible, Eye and Mind
- ความสำคัญ: สำคัญมากต่อจิตวิทยาและจิตบำบัด เพราะทำให้ "ร่างกาย" ไม่ใช่แค่วัตถุที่จิตควบคุม แต่เป็นวิธีที่มนุษย์มีโลก รับรู้โลก และสัมพันธ์กับผู้อื่น
เอ็มมานูเอล เลวินาส (Emmanuel Levinas)#
- สาย: ปรากฏการณ์วิทยา, จริยศาสตร์, ปรัชญาแห่งผู้อื่น - นักปรากฏการณ์วิทยาแห่งผู้อื่นและจริยศาสตร์
- แนวคิดสำคัญ: การเผชิญหน้า (face-to-face), ผู้อื่น (the Other), ความรับผิดชอบ, ความเป็นอื่น (alterity), จริยศาสตร์ในฐานะปรัชญาแรก
- ผลงานสำคัญ: Totality and Infinity, Otherwise than Being, Time and the Other
- ความสำคัญ: เปลี่ยนคำถามปรากฏการณ์วิทยาจาก "ฉันรับรู้โลกอย่างไร" ไปสู่ "การเผชิญหน้ากับผู้อื่นเรียกร้องความรับผิดชอบจากฉันอย่างไร"
ฮันส์-เกออร์ก กาดาเมอร์ (Hans-Georg Gadamer)#
- สาย: การตีความศาสตร์เชิงปรัชญา (Philosophical Hermeneutics) - ผู้ก่อตั้งการตีความศาสตร์เชิงปรัชญาสมัยใหม่
- แนวคิดสำคัญ: การหลอมรวมขอบฟ้า (fusion of horizons), จารีต, อคติ (prejudice), บทสนทนา, สำนึกที่ถูกกำหนดโดยประวัติศาสตร์, ภาษา
- ผลงานสำคัญ: Truth and Method, Philosophical Hermeneutics, Reason in the Age of Science
- ความสำคัญ: ทำให้การตีความศาสตร์ไม่ใช่แค่วิธีตีความข้อความ แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานของความเข้าใจมนุษย์ เราเข้าใจสิ่งใดผ่านประวัติศาสตร์ ภาษา อคติเดิม และการสนทนากับสิ่งนั้นเสมอ ไม่ใช่การตีความจากความว่างเปล่า (หมายเหตุ: กาดาเมอร์ไม่ใช่นักสัมพัทธนิยมอย่างง่าย เขาไม่ได้เห็นว่าทุกการตีความถูกหมด แต่การเข้าใจที่ดีคือบทสนทนาที่ทำให้ขอบฟ้าของผู้ตีความเปลี่ยนแปลงได้)
พอล ริเกอร์ (Paul Ricoeur)#
- สาย: การตีความศาสตร์, ปรากฏการณ์วิทยา, อัตลักษณ์เชิงเรื่องเล่า - นักคิดสำคัญที่เชื่อมปรากฏการณ์วิทยากับการตีความศาสตร์
- แนวคิดสำคัญ: อัตลักษณ์เชิงเรื่องเล่า (narrative identity), สัญลักษณ์, การตีความศาสตร์แห่งความสงสัย (hermeneutics of suspicion), ตัวตน, ตัวบท, ความทรงจำ, อุปลักษณ์
- ผลงานสำคัญ: The Symbolism of Evil, Freud and Philosophy, The Rule of Metaphor, Time and Narrative, Oneself as Another, Memory, History, Forgetting
- ความสำคัญ: สำคัญมากต่อจิตวิทยาเชิงลึก เพราะเชื่อมการตีความสัญลักษณ์ ตัวบท จิตวิเคราะห์ เวลา ความทรงจำ และอัตลักษณ์เชิงเรื่องเล่าเข้าด้วยกัน ช่วยให้การอ่านมนุษย์ไม่หยุดที่อาการ แต่เข้าไปถึงเรื่องเล่าที่คนใช้เข้าใจตนเอง หากกล่าวถึงจุง ฟรอยด์ ตำนาน สัญลักษณ์ หรือเรื่องเล่าบาดแผลทางจิตใจ ริเกอร์มักเป็นฐานอ้างอิงสำคัญ
คาร์ล ยาสเปอร์ส (Karl Jaspers)#
- สาย: จิตเวชศาสตร์ปรากฏการณ์วิทยา, ปรัชญาอัตถิภาวะ - ผู้บุกเบิกจิตพยาธิวิทยาเชิงปรากฏการณ์วิทยา
- แนวคิดสำคัญ: การเข้าใจกับการอธิบาย (understanding vs. explanation), จิตพยาธิวิทยา, สถานการณ์ขีดจำกัด (limit situations), การมีอยู่, ความเห็นอกเห็นใจ, อาการหลงผิด
- ผลงานสำคัญ: General Psychopathology, Psychology of Worldviews, Philosophy, Reason and Existenz
- ความสำคัญ: สำคัญมากต่อจิตเวชศาสตร์ เพราะแยกระหว่างการอธิบายสาเหตุของอาการกับการเข้าใจประสบการณ์ของผู้ป่วยจากภายใน ทำให้จิตพยาธิวิทยาไม่ใช่แค่การจัดหมวดอาการ แต่เป็นการเข้าใจโลกที่ผู้ป่วยอาศัยอยู่
ลุดวิก บินสวังเงอร์ (Ludwig Binswanger)#
- สาย: การวิเคราะห์ภาวะดำรงอยู่ (Daseinsanalysis), จิตเวชศาสตร์เชิงอัตถิภาวะ - ผู้บุกเบิก Daseinsanalysis
- แนวคิดสำคัญ: การอยู่ในโลก, การออกแบบโลก (world-design), การวิเคราะห์เชิงอัตถิภาวะ, จิตพยาธิวิทยาเชิงอัตถิภาวะ
- ผลงานสำคัญ: Being-in-the-World, Dream and Existence, The Case of Ellen West
- ความสำคัญ: นำแนวคิดของไฮเดกเกอร์มาใช้ในจิตเวชศาสตร์และจิตบำบัด โดยมองอาการทางจิตเป็นการเปลี่ยนแปลงของวิธีที่คนมีโลก ไม่ใช่แค่ความผิดปกติแยกส่วนในสมองหรือพฤติกรรม
เมดาร์ด บอสส์ (Medard Boss)#
- สาย: การวิเคราะห์ภาวะดำรงอยู่, จิตบำบัดเชิงอัตถิภาวะ - นักจิตเวชและนักบำบัด Daseinsanalysis คนสำคัญ
- แนวคิดสำคัญ: Daseinsanalysis, ความเปิดกว้าง (openness), การอยู่ในโลก, ความฝัน, การมีร่างกาย, จิตบำบัดในฐานะการปลดปล่อยความเปิดกว้าง
- ผลงานสำคัญ: Psychoanalysis and Daseinsanalysis, Existential Foundations of Medicine and Psychology, The Analysis of Dreams
- ความสำคัญ: พยายามทำให้ Daseinsanalysis เป็นแนวทางบำบัดจริง โดยเฉพาะการอ่านความฝัน ร่างกาย และอาการในฐานะวิธีที่โลกเปิดหรือปิดให้คนคนหนึ่ง
ธอมัส ฟุคส์ (Thomas Fuchs)#
- สาย: จิตเวชศาสตร์ปรากฏการณ์วิทยา, การรู้คิดแบบมีร่างกาย (Embodied Cognition) - นักจิตเวชและนักปรากฏการณ์วิทยาร่วมสมัยคนสำคัญ
- แนวคิดสำคัญ: จิตแบบมีร่างกาย, การมีร่างกายร่วมกัน (intercorporeality), ภาวะซึมเศร้า, จิตเภท, มิติเวลา, สมองเชิงนิเวศ
- ผลงานสำคัญ: Ecology of the Brain, In Defense of the Human Being
- ความสำคัญ: เชื่อมปรากฏการณ์วิทยา จิตเวชศาสตร์ การรู้คิดแบบมีร่างกาย และประสาทวิทยาศาสตร์เข้าด้วยกัน โดยไม่ลดทอนมนุษย์ให้เหลือแค่สมอง เป็นนักคิดร่วมสมัยที่มีอิทธิพลสูงในสายนี้
รอลโล เมย์ (Rollo May)#
- สาย: จิตวิทยาเชิงอัตถิภาวะ, จิตบำบัดมนุษยนิยม-อัตถิภาวะ - ผู้บุกเบิกจิตวิทยาเชิงอัตถิภาวะในอเมริกา
- แนวคิดสำคัญ: ความวิตกกังวล, เสรีภาพ, เจตจำนง, ความกล้าหาญ, ความหมาย, ความรู้สึกผิดเชิงอัตถิภาวะ
- ผลงานสำคัญ: The Meaning of Anxiety, Man's Search for Himself, Love and Will, The Discovery of Being
- ความสำคัญ: นำปรากฏการณ์วิทยาเชิงอัตถิภาวะเข้าสู่โลกจิตวิทยาอเมริกัน ทำให้ความวิตกกังวลไม่ใช่แค่อาการที่ต้องกำจัด แต่เป็นสัญญาณของการเผชิญเสรีภาพ ความเป็นไปได้ และความรับผิดชอบของมนุษย์
วิคเตอร์ แฟรงเคิล (Viktor Frankl)#
- สาย: ลอโกเทอราปี (Logotherapy), การวิเคราะห์เชิงอัตถิภาวะ - ผู้ก่อตั้งลอโกเทอราปี
- แนวคิดสำคัญ: เจตจำนงต่อความหมาย (will to meaning), ความหมายในความทุกข์, ความว่างเปล่าเชิงอัตถิภาวะ, ความรับผิดชอบ, การมองโลกแง่ดีเชิงโศกนาฏกรรม
- ผลงานสำคัญ: Man's Search for Meaning, The Doctor and the Soul, The Will to Meaning
- ความสำคัญ: ทำให้คำถามเรื่องความหมายกลายเป็นแกนของจิตบำบัด มนุษย์ไม่ได้ต้องการแค่ความสุขหรือแรงขับ แต่ต้องการเหตุผลที่จะมีชีวิตต่อ
เออร์วิน ยาลอม (Irvin D. Yalom)#
- สาย: จิตบำบัดเชิงอัตถิภาวะ - นักจิตบำบัดที่มีอิทธิพลสูงมากในสายนี้
- แนวคิดสำคัญ: ความตาย, เสรีภาพ, ความโดดเดี่ยว, ความไร้ความหมาย, การเผชิญหน้าเชิงบำบัด, จิตบำบัดกลุ่ม
- ผลงานสำคัญ: Existential Psychotherapy, The Theory and Practice of Group Psychotherapy, Love's Executioner, Staring at the Sun
- ความสำคัญ: ทำให้จิตบำบัดเชิงอัตถิภาวะอ่านง่าย ใช้ได้จริง และเห็นภาพคลินิกชัด โดยเฉพาะแนวคิดสี่ประการพื้นฐานของการมีชีวิต ได้แก่ ความตาย เสรีภาพ ความโดดเดี่ยว และความไร้ความหมาย
อมีเดโอ จิออร์จี (Amedeo Giorgi)#
- สาย: จิตวิทยาปรากฏการณ์วิทยา, จิตวิทยาแบบมนุษยศาสตร์ - ผู้พัฒนาวิธีวิจัยปรากฏการณ์วิทยาเชิงบรรยายในทางจิตวิทยา
- แนวคิดสำคัญ: วิธีปรากฏการณ์วิทยาเชิงบรรยาย, มนุษยศาสตร์, ประสบการณ์มีชีวิต, หน่วยความหมายทางจิตวิทยา
- ผลงานสำคัญ: Psychology as a Human Science, Phenomenology and Psychological Research, The Descriptive Phenomenological Method in Psychology
- ความสำคัญ: ทำให้ปรากฏการณ์วิทยากลายเป็นวิธีวิจัยทางจิตวิทยาที่มีขั้นตอนจริง โดยเฉพาะการศึกษาประสบการณ์มนุษย์จากคำบอกเล่าโดยไม่รีบลดทอนเป็นตัวแปร เป็นแกนสำคัญของกลุ่มดูเควสน์ (Duquesne School) ที่ผลักดันปรากฏการณ์วิทยาให้เข้าสู่จิตวิทยาอย่างจริงจัง
แม็กซ์ ฟาน มาเนน (Max van Manen)#
- สาย: ปรากฏการณ์วิทยาเชิงตีความ, การวิจัยเชิงคุณภาพ - นักคิดสำคัญด้านการวิจัยปรากฏการณ์วิทยาเชิงตีความ
- แนวคิดสำคัญ: ประสบการณ์มีชีวิต, มิติของโลกชีวิต (lifeworld existentials), การเขียนเชิงปรากฏการณ์วิทยา, การไตร่ตรองสะท้อนคิด
- ผลงานสำคัญ: Researching Lived Experience, Phenomenology of Practice, The Tact of Teaching
- ความสำคัญ: สำคัญมากต่อการใช้ปรากฏการณ์วิทยาในงานวิจัยเชิงคุณภาพ โดยเฉพาะการเขียน การสะท้อน และการตีความประสบการณ์มีชีวิตอย่างละเอียด
เจอโรม บรูเนอร์ (Jerome Bruner)#
- สาย: จิตวิทยาเรื่องเล่า (Narrative Psychology), จิตวิทยาเชิงวัฒนธรรม - นักจิตวิทยาที่ทำให้เรื่องเล่ากลายเป็นแกนสำคัญของการเข้าใจมนุษย์
- แนวคิดสำคัญ: จิตแบบเรื่องเล่า, การสร้างความหมาย, วัฒนธรรม, ตัวตน, โลกที่เป็นไปได้
- ผลงานสำคัญ: Acts of Meaning, Actual Minds Possible Worlds, Making Stories
- ความสำคัญ: ชี้ว่ามนุษย์ไม่ได้เข้าใจชีวิตผ่านตรรกะเชิงวิทยาศาสตร์อย่างเดียว แต่ผ่านเรื่องเล่า ความหมาย วัฒนธรรม และรูปแบบการเล่าตัวเอง
แดน ซาฮาวี (Dan Zahavi)#
- สาย: ปรากฏการณ์วิทยา, ตัวตน, ปฏิสัมพันธ์ระหว่างประธาน - นักปรากฏการณ์วิทยาร่วมสมัยคนสำคัญ
- แนวคิดสำคัญ: ตัวตนขั้นต่ำ (minimal self), การรู้ตัวเอง, ปฏิสัมพันธ์ระหว่างประธาน, ความเห็นอกเห็นใจ, อัตวิสัย
- ผลงานสำคัญ: Self-Awareness and Alterity, Subjectivity and Selfhood, Husserl's Phenomenology, The Phenomenological Mind (ร่วมกับ Shaun Gallagher)
- ความสำคัญ: สำคัญมากต่อการศึกษาตัวตนและสำนึกร่วมสมัย โดยเฉพาะการอธิบายว่าการรู้ตัวเองขั้นพื้นฐานมีอยู่ก่อนการเล่าเรื่องตัวตนอย่างไร
กลุ่มนักคิดอื่นที่เกี่ยวข้อง#
ปรากฏการณ์วิทยายุคต้น: มักซ์ เชเลอร์ (Max Scheler) ขยายสู่คุณค่า อารมณ์ และมนุษยวิทยาเชิงปรัชญา - เอดิธ สไตน์ (Edith Stein) ศึกษาความเห็นอกเห็นใจและการรับรู้ผู้อื่นในฐานะประธานที่มีชีวิตภายใน - โรมัน อินการ์เดน (Roman Ingarden) วางฐานภววิทยาของศิลปะและวรรณกรรม - มิเชล อองรี (Michel Henry) ศึกษาชีวิตภายในที่รู้สึกตนเองก่อนโลกจะปรากฏเป็นวัตถุ - ฌอง-ลุค มาริยง (Jean-Luc Marion) ขยายสู่ปรากฏการณ์ที่ล้นเกินกรอบการควบคุมของประธาน - ฮันนาห์ อาเรนต์ (Hannah Arendt) นำคำถามเรื่องการมีอยู่และพหุนิยมไปสู่ปรัชญาการเมือง
การตีความศาสตร์: ฟรีดริช ชไลเออร์มาเคอร์ (Friedrich Schleiermacher) ผู้บุกเบิกการตีความศาสตร์สมัยใหม่ ขยายจากการตีความพระคัมภีร์สู่ศิลปะการตีความทั่วไป - วิลเฮล์ม ดิลไทย์ (Wilhelm Dilthey) วางฐานการตีความศาสตร์สำหรับมนุษยศาสตร์ - เยือร์เกิน ฮาเบอร์มาส (Juergen Habermas) เตือนว่าความเข้าใจอย่างเดียวอาจไม่พอ หากภาษาถูกบิดโดยอำนาจหรืออุดมการณ์ การตีความจึงต้องมีมิติวิพากษ์ด้วย - คาร์ล-อ็อตโต อาเปล (Karl-Otto Apel) เชื่อมการตีความกับปฏิบัติศาสตร์เชิงอุตรวิสัยและจริยศาสตร์แห่งวาทกรรม - ริชาร์ด อี. พาลเมอร์ (Richard E. Palmer) เผยแพร่การตีความศาสตร์เยอรมันสู่โลกภาษาอังกฤษ - ฌอง กรงแดง (Jean Grondin) อธิบายสายชไลเออร์มาเคอร์-ดิลไทย์-ไฮเดกเกอร์-กาดาเมอร์อย่างเป็นระบบ
จิตเวชศาสตร์ปรากฏการณ์วิทยา: เออแฌน มินคอฟสกี (Eugene Minkowski) อ่านจิตเภทผ่านการเปลี่ยนแปลงของเวลาและการสัมผัสกับความจริง - เออร์วิน สเทราส์ (Erwin Straus) ศึกษาการรับรู้และการเคลื่อนไหวในฐานะประสบการณ์มีชีวิต - วิคเตอร์ ฟอน ไวซ์เซคเคอร์ (Viktor von Weizsaecker) วางฐานมานุษยวิทยาการแพทย์ มองผู้ป่วยเป็นประธานที่เจ็บป่วย - อาร์เธอร์ ทาโตสเซียน (Arthur Tatossian) รักษาความละเอียดของประสบการณ์ผู้ป่วยโดยไม่รีบด่วนแปลเป็นหมวดวินิจฉัย - โวล์ฟกัง บลังเคินบวร์ก (Wolfgang Blankenburg) เสนอว่าจิตเภทอาจเกี่ยวกับการสูญเสียความเป็นไปเองตามธรรมชาติของโลก - หลุยส์ เอ. แซสส์ (Louis A. Sass) อธิบายอาการโรคจิตผ่านการเปลี่ยนแปลงของการรู้ตัวเองและความสัมพันธ์กับโลก - โยเซฟ พาร์นาส (Josef Parnas) พัฒนาเครื่องมือวิจัยความผิดปกติของตัวตนในกลุ่มอาการจิตเภท
จิตบำบัดอัตถิภาวะ: เอ็มมี ฟาน เดอร์เซน (Emmy van Deurzen) วางระบบจิตบำบัดเชิงอัตถิภาวะผ่านมิติของโลกชีวิต - เออร์เนสโต สปิเนลลี (Ernesto Spinelli) เน้นว่าจิตบำบัดเชิงอัตถิภาวะคือการสำรวจโลกของผู้รับบริการผ่านท่าทีไม่รู้ล่วงหน้า - เคิร์ก เจ. ชไนเดอร์ (Kirk J. Schneider) เชื่อมจิตบำบัดเชิงอัตถิภาวะกับจิตวิทยามนุษยนิยม - เจมส์ เอฟ. ที. บูเจนทัล (James F. T. Bugental) เน้นการประจักษ์อยู่ (presence) ของนักบำบัดและการค้นหาความจริงของประสบการณ์
จิตวิทยาปรากฏการณ์วิทยาและการตีความเรื่องเล่า: กลุ่มดูเควสน์ (Duquesne School), เอเดรียน ฟาน คาม (Adrian van Kaam) และคลาร์ก มูสตาคาส (Clark Moustakas) ร่วมพัฒนาระเบียบวิธีวิจัยปรากฏการณ์วิทยาในจิตวิทยาอเมริกัน - โจนาธาน เอ. สมิธ (Jonathan A. Smith), พอล ฟลาวเวอร์ส (Paul Flowers) และไมเคิล ลาร์คิน (Michael Larkin) พัฒนาการวิเคราะห์ปรากฏการณ์วิทยาเชิงตีความ (IPA) ซึ่งเป็นวิธีวิจัยเชิงคุณภาพยอดนิยมในจิตวิทยาร่วมสมัย - สตีน ฮอลลิง (Steen Halling) ศึกษาประสบการณ์สัมพันธ์ เช่น การให้อภัยและความใกล้ชิด - โดนัลด์ โพลคิงฮอร์น (Donald Polkinghorne) เชื่อมการตีความศาสตร์ เรื่องเล่า และมนุษยศาสตร์เข้ากับจิตวิทยา - ธีโอดอร์ ซาร์บิน (Theodore Sarbin) เสนอว่าเรื่องเล่าเป็นอุปลักษณ์รากฐานของจิตวิทยา - ชาร์ลส์ เทย์เลอร์ (Charles Taylor) อธิบายตัวตนในฐานะสิ่งที่ก่อตัวในภาษา คุณค่า และการยอมรับจากผู้อื่น - ชาร์ลส์ กีนอน (Charles Guignon) เชื่อมคำถามเรื่องความจริงแท้และตัวตนในสายไฮเดกเกอร์กับชีวิตสมัยใหม่ - ชอน แกลลาเกอร์ (Shaun Gallagher) เชื่อมปรากฏการณ์วิทยากับวิทยาศาสตร์การรู้คิดและการรู้คิดแบบมีร่างกาย
อภิธานศัพท์#
- ปรากฏการณ์วิทยา (Phenomenology): วิธีศึกษาว่าโลก ตัวตน ร่างกาย เวลา ผู้อื่น และความหมายปรากฏต่อประสบการณ์อย่างไร ไม่ใช่แค่ "การศึกษาปรากฏการณ์" แบบกว้าง ๆ
- ความตั้งใจ (Intentionality): ลักษณะของสำนึกที่มุ่งไปยังสิ่งใดสิ่งหนึ่งเสมอ สำนึกไม่เคยว่างเปล่าแต่เป็น "สำนึกถึงบางสิ่ง"
- การลดทอนเชิงปรากฏการณ์วิทยาและเอโปเค (Phenomenological Reduction / Epoche): การพักการตัดสินเกี่ยวกับการมีอยู่ของโลกภายนอกไว้ก่อน เพื่อบรรยายว่าสิ่งต่าง ๆ ปรากฏต่อประสบการณ์อย่างไร
- โลกชีวิต (Lifeworld): โลกที่เราดำเนินชีวิตอยู่ก่อนจะถูกทำให้เป็นวัตถุแห่งความรู้ทางวิทยาศาสตร์
- การอยู่ในโลก (Being-in-the-world): แนวคิดของไฮเดกเกอร์ที่มองว่ามนุษย์ไม่ได้แยกขาดจากโลก แต่ผูกพันอยู่กับโลกและสิ่งต่าง ๆ ตั้งแต่แรกเริ่ม
- ดาไซน์ (Dasein): คำที่ไฮเดกเกอร์ใช้เรียกการมีอยู่ของมนุษย์ ในฐานะผู้ที่ตั้งคำถามต่อการมีอยู่ของตนเอง
- วงจรการตีความ (Hermeneutic Circle): การเข้าใจส่วนย่อยต้องอาศัยความเข้าใจภาพรวม และความเข้าใจภาพรวมก็มาจากการเข้าใจส่วนย่อย ความเข้าใจจึงเป็นกระบวนการหมุนเวียนไม่รู้จบ
- การหลอมรวมขอบฟ้า (Fusion of Horizons): แนวคิดของกาดาเมอร์ที่ว่าความเข้าใจเกิดขึ้นเมื่อขอบฟ้าของผู้ตีความพบกับขอบฟ้าของสิ่งที่ถูกตีความจนเกิดความเข้าใจใหม่ร่วมกัน
- อัตลักษณ์เชิงเรื่องเล่า (Narrative Identity): แนวคิดของริเกอร์ที่ว่าตัวตนของมนุษย์ก่อตัวขึ้นผ่านเรื่องเล่าที่คนใช้เข้าใจชีวิตของตนเอง
- การมีร่างกาย (Embodiment): การเข้าใจร่างกายว่าเป็นวิธีพื้นฐานที่มนุษย์มีโลกและรับรู้โลก ไม่ใช่แค่วัตถุทางชีวภาพ
- การวิเคราะห์ภาวะดำรงอยู่ (Daseinsanalysis): แนวทางจิตเวชศาสตร์และจิตบำบัดที่นำแนวคิดของไฮเดกเกอร์มาใช้ มองอาการทางจิตว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงวิธีที่คนมีโลก
- การวิเคราะห์ปรากฏการณ์วิทยาเชิงตีความ (Interpretative Phenomenological Analysis หรือ IPA): วิธีวิจัยเชิงคุณภาพร่วมสมัยที่ได้รับอิทธิพลจากปรากฏการณ์วิทยาและการตีความศาสตร์ ใช้ศึกษาว่าคนให้ความหมายต่อประสบการณ์สำคัญในชีวิตอย่างไร
ข้อควรระวังทางวิชาการ#
- ปรากฏการณ์วิทยาไม่ใช่แค่ "phenomenon" ในความหมายทั่วไป แต่หมายถึงวิธีคิดที่กลับไปดูว่าสิ่งต่าง ๆ ปรากฏต่อประสบการณ์อย่างไร
- ฮุสเซิร์ลกับไฮเดกเกอร์ไม่ใช่สายเดียวกันตรง ๆ ฮุสเซิร์ลเน้นโครงสร้างของสำนึกและประสบการณ์ ส่วนไฮเดกเกอร์เปลี่ยนคำถามไปสู่การมีอยู่และการอยู่ในโลก
- ปรากฏการณ์วิทยาไม่ใช่การสำรวจจิตใจตนเองแบบธรรมดา (introspection) แต่เป็นการบรรยายโครงสร้างของประสบการณ์อย่างมีวินัย
- การตีความศาสตร์ไม่ใช่ "การตีความตามใจชอบ" แต่ต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่ตีความ ผ่านภาษา ประวัติศาสตร์ บริบท และขอบฟ้าของการเข้าใจ
- กาดาเมอร์ไม่ใช่นักสัมพัทธนิยมแบบง่าย เขาไม่ได้บอกว่าทุกการตีความถูกหมด แต่การเข้าใจที่ดีคือการเข้าสู่บทสนทนาจนขอบฟ้าของผู้ตีความเปลี่ยนแปลงได้
- จิตเวชศาสตร์ปรากฏการณ์วิทยาไม่ใช่การปฏิเสธชีววิทยา นักคิดในสายนี้ไม่ได้บอกว่าสมองไม่สำคัญ แต่เตือนว่าการเข้าใจผู้ป่วยต้องไม่หยุดที่อาการหรือสมอง ต้องเข้าใจโลกที่ผู้ป่วยมีชีวิตอยู่ด้วย
- จิตบำบัดเชิงอัตถิภาวะไม่ใช่การพูดคำคมเรื่องชีวิตแบบ "ชีวิตไม่มีความหมาย จงสร้างมันขึ้นมาเอง" แต่เป็นการทำงานกับความจริงพื้นฐานของมนุษย์ เช่น ความตาย เสรีภาพ ความโดดเดี่ยว และความรับผิดชอบ
- IPA ไม่ใช่ปรากฏการณ์วิทยาทั้งหมด ปรากฏการณ์วิทยาเป็นร่มปรัชญาใหญ่ ส่วน IPA เป็นวิธีวิจัยเชิงคุณภาพร่วมสมัยแบบหนึ่งที่ได้รับอิทธิพลจากปรากฏการณ์วิทยาและการตีความศาสตร์เท่านั้น
หมายเหตุการขัดเกลา: เนื้อหานี้สังเคราะห์จากรายชื่อนักคิดและผลงานในไฟล์ต้นทางที่เป็นบันทึกอ้างอิงดิบ ตัดส่วนที่เป็นโน้ตวางแผนเนื้อหาเว็บไซต์และคำแนะนำเชิงจัดหมวดหมู่ออกทั้งหมด คงไว้เฉพาะเนื้อหาเชิงวิชาการ จัดกลุ่มนักคิดแกนหลักตามลำดับความสำคัญที่ปรากฏในต้นฉบับ ไม่มีการเพิ่มเติมข้อเท็จจริง นักคิด หรือผลงานใดที่ไม่มีอยู่ในต้นทาง