ปรัชญาแห่งจิต (Philosophy of Mind)#
ปรัชญา ปรัชญาแห่งจิต และปรัชญาจิตเวช (Philosophy of Mind / Philosophy of Psychiatry)
คำอธิบายให้เห็นภาพ#
ปรัชญาแห่งจิตเป็นสายความคิดที่ถามตรงที่สุดว่า จิตคืออะไร สำนึกคืออะไร และความสัมพันธ์ระหว่างจิตกับสมองเป็นอย่างไร คำถามใหญ่ของสายนี้ครอบคลุมตั้งแต่ว่า mind ต่างจาก brain หรือเป็นสิ่งเดียวกัน consciousness อธิบายได้หมดด้วยกลไกทางสมองหรือไม่ qualia หรือความรู้สึกจากข้างในมีสถานะอย่างไร intentionality หรือการที่จิตมุ่งไปหาบางสิ่งคืออะไร และ self เป็น substance กระบวนการ เรื่องเล่า ร่างกาย หรือภาพลวง
แขนงที่แตกหน่อออกมาและเชื่อมโยงกันอย่างแนบแน่นคือปรัชญาจิตเวช (philosophy of psychiatry) ซึ่งถามว่า mental disorder เป็นโรคตามธรรมชาติจริง หรือเป็นการตัดสินด้วยคุณค่าทางสังคม อาการอย่างภาวะซึมเศร้า จิตเภท ความหลงผิด ความวิตกกังวล บาดแผลทางใจ และความผิดปกติทางบุคลิกภาพ ควรเข้าใจผ่านชีววิทยา ประสบการณ์ ภาษา สังคม หรือทั้งหมดร่วมกัน การวินิจฉัยช่วยคนหรือทำร้ายคนได้อย่างไร และจิตเวชศาสตร์เป็นวิทยาศาสตร์แบบเดียวกับการแพทย์แขนงอื่นหรือมีปัญหาเฉพาะของตัวเอง
สายนี้สำคัญในฐานะฐานที่ทำให้การพูดถึง "จิต" ไม่ลอยเกินไป และการพูดถึง "ความป่วย" ไม่ผูกติดกับคู่มือวินิจฉัยแต่เพียงอย่างเดียว แต่เปิดให้ถามลึกลงไปว่าอะไรคือจิต อะไรคือสมอง อะไรคือความทุกข์ อะไรคือโรค และใครมีอำนาจนิยามความปกติของมนุษย์
ความเป็นมาและกรอบความคิด#
จุดตั้งต้นของปัญหา mind-body ในปรัชญาสมัยใหม่มาจาก เรอเน เดการ์ต ผู้แยก res cogitans หรือสิ่งที่คิด ออกจาก res extensa หรือสิ่งที่มีมิติในอวกาศ ทำให้เกิดคำถามว่าจิตกับร่างกายสัมพันธ์กันอย่างไร แม้นักคิดรุ่นหลังจำนวนมากจะไม่รับ dualism แบบเดการ์ตแล้ว แต่ปัญหาที่เขาวางไว้ยังคงหลอกหลอนปรัชญาแห่งจิตจนถึงปัจจุบัน
จากจุดนั้น สายความคิดแตกออกเป็นหลายทิศทาง สายหนึ่งคือปรากฏการณ์วิทยา (phenomenology) ที่เริ่มจากแนวคิดเรื่อง intentionality ของฟรานซ์ เบรนตาโน ต่อยอดโดยเอ็ดมุนด์ ฮุสเซิร์ล และขยายไปสู่ embodiment โดยมอริส แมร์โล-ปงตี สายนี้เน้นกลับไปฟังประสบการณ์อย่างที่ปรากฏต่อผู้มีประสบการณ์เอง อีกสายหนึ่งคือ anti-Cartesian tradition ในปรัชญาภาษา นำโดยลุดวิก วิตเกนสไตน์ และกิลเบิร์ต ไรล์ ที่วิจารณ์ภาพจิตในฐานะวัตถุลับภายในหัว และเสนอให้เข้าใจคำทางจิตผ่านการใช้ภาษาและพฤติกรรม
สายที่สามคือ functionalism และ computational theory of mind ซึ่งมองจิตในเชิงบทบาทหน้าที่มากกว่าวัสดุที่ประกอบขึ้น นำโดยฮิลารี พัทนัม และเจอร์รี โฟดอร์ ส่งอิทธิพลมหาศาลต่อ cognitive science และปัญญาประดิษฐ์ ควบคู่กันคือกลุ่มที่ศึกษาปัญหา consciousness โดยตรง ทั้ง hard problem ของเดวิด ชาลเมอร์ส ข้อโต้แย้งเรื่อง subjectivity ของโทมัส นาเกล และแนวทาง naturalist ของแดเนียล เดนเนตต์ ที่พยายามอธิบายสำนึกโดยไม่พึ่ง qualia แบบลึกลับ
ในอีกด้านหนึ่ง embodied, enactive และ extended mind เป็นกระแสที่ปฏิเสธการขังจิตไว้ในกะโหลก โดยเสนอว่าจิตขยายออกไปผ่านร่างกาย การกระทำ เครื่องมือ และสิ่งแวดล้อม นำโดยฟรานซิสโก วาเรลา แอนดี คลาร์ก และอีวาน ทอมป์สัน
ส่วนปรัชญาจิตเวชแตกแขนงจากคำถามว่าความป่วยทางจิตคืออะไร คาร์ล ยาสเปอร์สวางฐานสำคัญด้วยการแยก explanation ออกจาก understanding ตามมาด้วยสาย existential psychiatry ของลุดวิก บินสวังเงอร์และเมดาร์ด บอสส์ ที่นำปรากฏการณ์วิทยาและความคิดของไฮเดกเกอร์มาอ่านความป่วยทางจิต ขณะเดียวกันสาย critical psychiatry ที่นำโดยโทมัส ซาซ อาร์. ดี. เลง และมิเชล ฟูโกต์ ตั้งคำถามต่ออำนาจของสถาบันจิตเวชและกระบวนการวินิจฉัยอย่างถึงราก และเอียน แฮ็กกิงเสนอแนวคิด looping effects ที่ทำให้เห็นว่าการจำแนกมนุษย์ต่างจากการจำแนกวัตถุธรรมชาติ เพราะการถูกจัดหมวดหมู่อาจย้อนกลับไปเปลี่ยนตัวตนของผู้ถูกจัดหมวดหมู่เอง
ในยุคหลัง phenomenological psychopathology ได้รับการฟื้นฟูอย่างเข้มข้นผ่านนักคิดอย่างจิโอวานนี สแตนเกลลินี หลุยส์ แซส โจเซฟ พาร์นาส โทมัส ฟุคส์ และแมทธิว แรตคลิฟฟ์ ซึ่งอ่านอาการทางจิตผ่านร่างกาย ตัวตน ความสัมพันธ์ และโครงสร้างของโลกที่ผู้ป่วยอาศัยอยู่ ควบคู่กับสายที่ถกเถียงเรื่องนิยามของ mental disorder เชิงปรัชญาวิทยาศาสตร์ เช่น เจอโรม เวคฟีลด์ คริสโตเฟอร์ บอร์ส และเดเรก โบลตัน
นักคิดสำคัญ#
เรอเน เดการ์ต (Rene Descartes)#
สาย/สำนัก: Dualism, Rationalism
ผลงานสำคัญ: Meditations on First Philosophy, Discourse on Method, The Passions of the Soul
- จุดตั้งต้นของปัญหา mind-body ในปรัชญาสมัยใหม่ แยก res cogitans (สิ่งที่คิด) ออกจาก res extensa (สิ่งที่มีมิติในอวกาศ)
- เปิดคำถามว่าถ้าจิตไม่ใช่ร่างกาย จิตส่งผลต่อร่างกายได้อย่างไร ปัญหานี้ยังคงอยู่แม้ dualism แบบเดการ์ตจะถูกปฏิเสธไปมากแล้ว
ฟรานซ์ เบรนตาโน (Franz Brentano)#
สาย/สำนัก: Intentionality, Descriptive Psychology
ผลงานสำคัญ: Psychology from an Empirical Standpoint
- เสนอแนวคิด intentionality คือคุณสมบัติที่จิตมุ่งไปหาบางสิ่งเสมอ เช่น คิดถึง รัก กลัว หรือเชื่อในบางสิ่ง
- จิตจึงไม่ใช่ก้อนวัตถุเฉย ๆ แต่เป็นความสัมพันธ์ต่อโลก แนวคิดนี้ส่งอิทธิพลมหาศาลต่อฮุสเซิร์ลและปรากฏการณ์วิทยา
เอ็ดมุนด์ ฮุสเซิร์ล (Edmund Husserl)#
สาย/สำนัก: Phenomenology
ผลงานสำคัญ: Logical Investigations, Ideas Pertaining to a Pure Phenomenology, Cartesian Meditations
- วางฐานปรากฏการณ์วิทยา โดยให้กลับไปดูประสบการณ์อย่างที่มันปรากฏต่อสำนึก เน้น intentionality, lived experience และ epoche
- ช่วยให้การเข้าใจความป่วยทางจิตไม่เหลือแค่รายการอาการ แต่ต้องฟังว่าโลกปรากฏต่อคนคนนั้นอย่างไร
มอริส แมร์โล-ปงตี (Maurice Merleau-Ponty)#
สาย/สำนัก: Embodied Phenomenology, Philosophy of Perception
ผลงานสำคัญ: Phenomenology of Perception, The Visible and the Invisible
- เสนอว่ามนุษย์ไม่ได้เป็นจิตที่อยู่ในร่างกายเหมือนคนขับในรถ แต่เป็น embodied subject ที่รับรู้โลกผ่านร่างกายที่มีชีวิต
- การรับรู้จึงไม่ใช่ข้อมูลที่สมองประมวลผลเฉย ๆ แต่เป็นการอยู่ในโลกผ่านท่าทาง การเคลื่อนไหว และความเคยชิน
ลุดวิก วิตเกนสไตน์ (Ludwig Wittgenstein)#
สาย/สำนัก: Philosophy of Language, Anti-Cartesian Thought
ผลงานสำคัญ: Tractatus Logico-Philosophicus, Philosophical Investigations
- ทำลายภาพความคิดที่ว่า mental state เป็นวัตถุลับในหัวที่ภาษาแค่เอามาตั้งชื่อ
- ชี้ว่าความหมายของคำทางจิต เช่น เจ็บ เชื่อ กลัว ต้องดูจากการใช้ภาษา รูปแบบชีวิต และบริบททางสังคม
กิลเบิร์ต ไรล์ (Gilbert Ryle)#
สาย/สำนัก: Ordinary Language Philosophy, Anti-Cartesian Philosophy
ผลงานสำคัญ: The Concept of Mind
- วิจารณ์ Cartesian dualism ว่าเป็นภาพผิดแบบ "ผีในเครื่องจักร" (ghost in the machine)
- เสนอว่าคำทางจิตจำนวนมากหมายถึงความสามารถ แนวโน้ม และพฤติกรรม ไม่ใช่วัตถุลับภายใน
โทมัส นาเกล (Thomas Nagel)#
สาย/สำนัก: Consciousness, Subjectivity
ผลงานสำคัญ: "What Is It Like to Be a Bat?", The View from Nowhere
- ชี้ว่าการเข้าใจ consciousness ต้องเข้าใจ "ความเป็นเช่นนั้น" (what it is like) ของประสบการณ์จากข้างใน
- แม้รู้ข้อมูลทางกายภาพของค้างคาวครบ อาจยังไม่รู้ว่าการเป็นค้างคาวจากมุมมองของมันเป็นอย่างไร นี่คือช่องว่างระหว่างคำอธิบายบุคคลที่สามกับประสบการณ์บุคคลที่หนึ่ง
เดวิด ชาลเมอร์ส (David Chalmers)#
สาย/สำนัก: Philosophy of Consciousness, Property Dualism
ผลงานสำคัญ: The Conscious Mind, The Character of Consciousness
- ทำให้ hard problem of consciousness กลายเป็นแกนใหญ่ของปรัชญาแห่งจิต
- แยก easy problems เช่น การรายงานและควบคุมพฤติกรรม ออกจาก hard problem คือทำไมกระบวนการทางกายภาพจึงมีประสบการณ์จากข้างในเกิดขึ้น
แดเนียล เดนเนตต์ (Daniel Dennett)#
สาย/สำนัก: Consciousness Studies, Functionalism, Intentional Stance
ผลงานสำคัญ: Consciousness Explained, The Intentional Stance, Kinds of Minds
- นักคิดสาย naturalist ที่พยายามอธิบาย consciousness โดยไม่ยอมรับ qualia แบบลึกลับ
- เสนอ intentional stance และ multiple drafts model ที่มองสำนึกไม่ใช่โรงละครกลางในหัว แต่เป็นกระบวนการหลายชุดที่แข่งขันและถูกเล่าเป็นประสบการณ์
จอห์น เซิร์ล (John Searle)#
สาย/สำนัก: Biological Naturalism, Intentionality
ผลงานสำคัญ: Intentionality, The Rediscovery of the Mind, "Minds, Brains, and Programs"
- เสนอ biological naturalism ว่า consciousness เป็นปรากฏการณ์ชีวภาพจริงที่เกิดจากสมอง แต่ไม่ควรถูกลดเหลือเป็น computation ล้วน
- มีชื่อเสียงจากข้อโต้แย้ง Chinese Room ที่วิจารณ์ strong AI ว่าการประมวลสัญลักษณ์ตามกฎไม่เท่ากับความเข้าใจจริง
แฟรงก์ แจ็คสัน (Frank Jackson)#
สาย/สำนัก: Knowledge Argument, Qualia
ผลงานสำคัญ: "Epiphenomenal Qualia", งาน Mary's Room
- เสนอ knowledge argument ผ่านการทดลองทางความคิดเรื่อง Mary นักวิทยาศาสตร์ที่รู้ทุกอย่างทางกายภาพเกี่ยวกับสีแต่ไม่เคยเห็นสีจริง
- ถ้าเมื่อเห็นสีแดงครั้งแรกแล้วเธอรู้สิ่งใหม่ ย่อมแปลว่าความรู้ทางกายภาพอาจยังไม่พออธิบาย qualia ทั้งหมด
เจกวอน คิม (Jaegwon Kim)#
สาย/สำนัก: Mental Causation, Supervenience
ผลงานสำคัญ: Mind in a Physical World, Physicalism, or Something Near Enough
- ตั้งคำถามว่าถ้าทุกอย่างทางกายภาพมีสาเหตุทางกายภาพครบแล้ว mental cause ยังมีบทบาทจริงหรือไม่
- เป็นแกนหลักของการถกเรื่อง physicalism, reduction และ causal exclusion
คาร์ล ยาสเปอร์ส (Karl Jaspers)#
สาย/สำนัก: Phenomenological Psychiatry, Philosophy of Psychiatry
ผลงานสำคัญ: General Psychopathology, Philosophy
- รากใหญ่ของปรัชญาจิตเวชและ phenomenological psychopathology แยกระหว่าง explanation กับ understanding
- บางอย่างอธิบายเชิงสาเหตุได้ แต่บางอย่างต้องเข้าใจจากความหมายและประสบการณ์ของผู้ป่วยเอง เป็นฐานสำคัญของการไม่ลดจิตเวชศาสตร์ให้เหลือชีววิทยาล้วน
มิเชล ฟูโกต์ (Michel Foucault)#
สาย/สำนัก: History of Madness, Power/Knowledge, Critical Psychiatry
ผลงานสำคัญ: Madness and Civilization, Discipline and Punish, The Birth of the Clinic
- ชี้ว่าความบ้า ความปกติ การวินิจฉัย และสถาบันรักษาไม่ได้เป็นเพียงเรื่องวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ แต่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ อำนาจ และการควบคุมมนุษย์
- ทำให้ต้องถามว่าจิตเวชศาสตร์ช่วยรักษาคน หรือบางครั้งทำหน้าที่จัดระเบียบคนที่สังคมไม่ต้องการเห็น
เอียน แฮ็กกิง (Ian Hacking)#
สาย/สำนัก: Historical Ontology, Philosophy of Psychiatry
ผลงานสำคัญ: Rewriting the Soul, The Social Construction of What?, Mad Travelers
- เสนอแนวคิด looping effects และ human kinds การจำแนกมนุษย์ต่างจากการจำแนกวัตถุธรรมชาติ เพราะเมื่อคนถูกจัดหมวดหมู่ เขาอาจเปลี่ยนพฤติกรรมและตัวตนตามหมวดหมู่นั้น แล้วหมวดหมู่ก็เปลี่ยนตามมนุษย์อีกที
- สำคัญมากต่อการทำความเข้าใจ psychiatric diagnosis, trauma และ dissociation
กลุ่มความคิดที่เกี่ยวข้อง (สรุปย่อ)#
สาย functionalism และ computational mind
- ฮิลารี พัทนัม (Hilary Putnam) วางฐาน functionalism เสนอว่าจิตอาจนิยามจากบทบาทเชิงหน้าที่มากกว่าวัสดุที่ประกอบมัน (multiple realizability) สำคัญต่อ cognitive science และ AI
- เจอร์รี โฟดอร์ (Jerry Fodor) เสนอ computational theory of mind และ language of thought มองจิตเป็นระบบประมวล representation ที่มีส่วนทำงานแบบ modular
- วิลฟริด เซลลาร์ส (Wilfrid Sellars) วิจารณ์ myth of the given และแยก manifest image ออกจาก scientific image
- โดนัลด์ เดวิดสัน (Donald Davidson) เสนอ anomalous monism มองว่า mental events เป็น physical events แต่ไม่มีกฎตายตัวที่ลด mental ให้เหลือ physical ได้ง่าย
- ซอล คริปกี (Saul Kripke) วิจารณ์ mind-brain identity theory ผ่านแนวคิดเรื่อง necessity ทำให้การลด mental ให้เหลือ brain state ไม่ง่ายอย่างที่คิด
- เน็ด บล็อก (Ned Block) แยก access consciousness ออกจาก phenomenal consciousness ชี้ว่าการเข้าถึงข้อมูลได้ไม่เท่ากับการมีประสบการณ์จากข้างใน
สาย neurophilosophy
- แพทริเซีย เชิร์ชแลนด์ (Patricia Churchland) เชื่อมปรัชญาแห่งจิตเข้ากับประสาทวิทยาศาสตร์อย่างจริงจัง วิจารณ์ folk psychology ที่อาจไม่สอดคล้องกับสมองจริง
- พอล เชิร์ชแลนด์ (Paul Churchland) เสนอ eliminative materialism ว่าแนวคิดสามัญเรื่อง belief และ desire อาจเป็นทฤษฎีพื้นบ้านที่ผิด และวิทยาศาสตร์สมองอาจแทนที่มันในอนาคต
สาย embodied, enactive และ extended mind
- แอนดี คลาร์ก (Andy Clark) เสนอว่าจิตขยายออกไปผ่านร่างกาย เครื่องมือ และสิ่งแวดล้อม (extended mind) และเสนอ predictive processing อ่าน perception และ action เป็นการคาดการณ์ต่อโลกอย่างต่อเนื่อง ร่วมกับเดวิด ชาลเมอร์ส เสนอ extended mind thesis ผ่านตัวอย่างสมุดโน้ตของ Otto
- ฟรานซิสโก วาเรลา (Francisco Varela) เสนอ enactivism ว่าจิตเกิดจากการที่สิ่งมีชีวิตก่อโลกขึ้นผ่านร่างกายและการกระทำ พร้อมเสนอ neurophenomenology เพื่อเชื่อมประสบการณ์บุคคลที่หนึ่งกับประสาทวิทยาศาสตร์
- อีวาน ทอมป์สัน (Evan Thompson) เชื่อมปรัชญาแห่งจิต cognitive science ปรากฏการณ์วิทยา และพุทธปรัชญาเข้าด้วยกัน มองจิตเป็นกระบวนการของชีวิต
- อัลวา โนเอ (Alva Noe) เสนอว่าการรับรู้เป็นทักษะการสำรวจโลกผ่านการเคลื่อนไหว ไม่ใช่ภาพที่สมองสร้างภายในเฉย ๆ
- ชอน แกลลาเกอร์ (Shaun Gallagher) เชื่อมปรากฏการณ์วิทยา cognitive science และจิตเวชศาสตร์ สนใจ body schema, minimal self และ agency
- แดน ซาฮาวี (Dan Zahavi) อธิบาย minimal self และ self-awareness จากสายปรากฏการณ์วิทยา เสนอว่าประสบการณ์มีความเป็น first-personal อยู่ในตัวเอง
สาย existential และ phenomenological psychiatry
- ลุดวิก บินสวังเงอร์ (Ludwig Binswanger) และเมดาร์ด บอสส์ (Medard Boss) นำแนวคิดของไฮเดกเกอร์มาใช้กับจิตเวชศาสตร์ผ่าน Daseinsanalysis มองความป่วยทางจิตผ่านรูปแบบการอยู่ในโลกของมนุษย์
- จิโอวานนี สแตนเกลลินี (Giovanni Stanghellini), หลุยส์ แซส (Louis Sass), โจเซฟ พาร์นาส (Josef Parnas) ศึกษา self-disorder และ hyperreflexivity ในกลุ่มอาการจิตเภทผ่านปรากฏการณ์วิทยาร่วมสมัย
- โทมัส ฟุคส์ (Thomas Fuchs) เสนอการอ่านจิตแบบ embodied และ ecological วิจารณ์การลด mind ให้เหลือ brain process แบบแคบ
- แมทธิว แรตคลิฟฟ์ (Matthew Ratcliffe) เสนอแนวคิด existential feelings อ่านภาวะซึมเศร้าและความโศกเศร้าในฐานะการเปลี่ยนโครงสร้างของโลกและความเป็นไปได้ของชีวิต
สาย critical psychiatry และ anti-psychiatry
- โทมัส ซาซ (Thomas Szasz) โต้ว่า mental illness หลายกรณีเป็น problems in living ที่ถูก medicalize โดยจิตเวชศาสตร์ วิจารณ์การบังคับรักษาอย่างรุนแรง
- อาร์. ดี. เลง (R. D. Laing) อ่านจิตเภทผ่านประสบการณ์ของ self ที่แตกและแปลกแยก วิจารณ์ครอบครัวและสังคมที่อาจตัดความบ้าออกจากบริบทชีวิต งานของเขาต้องใช้ด้วยความระวังเพราะบางจุดอาจ romanticize ความบ้าเกินไป
สายนิยามและจำแนก mental disorder
- เจอโรม เวคฟีลด์ (Jerome Wakefield) เสนอ harmful dysfunction analysis มองว่า mental disorder ต้องมีทั้ง dysfunction ทางกลไกและ harm ตามคุณค่าสังคม
- คริสโตเฟอร์ บอร์ส (Christopher Boorse) เสนอ biostatistical theory มองโรคจากการทำงานผิดปกติเทียบกับ species-typical functioning
- เดเรก โบลตัน (Derek Bolton) วิจารณ์นิยาม mental disorder แบบธรรมชาตินิยมแข็ง เสนอว่าต้องเข้าใจผ่านหลายระดับทั้งชีวภาพ จิตใจ และสังคม
- เค. ดับเบิลยู. เอ็ม. ฟุลฟอร์ด (K. W. M. Fulford) เสนอ values-based practice ชี้ว่าคำในจิตเวชศาสตร์เต็มไปด้วยคุณค่าที่ต้องทำให้ปรากฏชัดและถูกเจรจาร่วมกับผู้ป่วย
- จอร์จ เกรแฮม (George Graham) เชื่อมปรัชญาแห่งจิตกับจิตเวชศาสตร์โดยตรง ใช้ psychopathology เป็นหน้าต่างกลับไปถามเรื่อง belief และ self-control
- เจนนิเฟอร์ แรดเดน (Jennifer Radden) อ่านภาวะซึมเศร้าและ melancholy ในเชิงประวัติศาสตร์และปรัชญา
- โดมินิก เมอร์ฟี (Dominic Murphy) และเรเชล คูเปอร์ (Rachel Cooper) วิเคราะห์ว่าจิตเวชศาสตร์ควรเป็นวิทยาศาสตร์แบบใด และระบบจำแนกโรคอย่าง DSM ทำหน้าที่อะไรกันแน่
- จอห์น แซด. แซดเลอร์ (John Z. Sadler) ชี้ว่าการวินิจฉัยทางจิตเวชเต็มไปด้วยคุณค่าทางสังคมและวัฒนธรรมเสมอ
- เคนเนธ เคนด์เลอร์ (Kenneth Kendler) เสนอ explanatory pluralism มองว่าความผิดปกติทางจิตต้องอธิบายหลายระดับตั้งแต่ยีนไปจนถึงความหมาย ไม่มีระดับเดียวที่อธิบายได้ทั้งหมด
- เยอรมัน เบร์ริออส (German Berrios) ศึกษาประวัติศาสตร์แนวคิดอาการทางจิต ชี้ว่าความหมายของอาการเปลี่ยนไปตามยุคสมัย
- ปีเตอร์ ซาชาร์ (Peter Zachar) เสนอแนวคิด practical kinds มองหมวดหมู่ทางจิตเวชเป็นเครื่องมือเชิงปฏิบัติมากกว่า natural kinds ที่ตายตัว
สายจริยธรรมและความรับผิดชอบทางจิต
- ลิซา บอร์โตล็อตติ (Lisa Bortolotti) ศึกษาความหลงผิดและความเชื่อไร้เหตุผล เสนอแนวคิด epistemic innocence ว่าความเชื่อผิดปกติอาจมีบทบาทปกป้องจิตใจ
- ฮันนา พิคการ์ด (Hanna Pickard) แยกระหว่าง responsibility กับ blame เสนอว่าคนสามารถมี agency และความรับผิดชอบได้โดยไม่ต้องถูกประณาม มีประโยชน์กับประเด็นการเสพติดและความผิดปกติทางบุคลิกภาพ
- นีล เลวี (Neil Levy) เชื่อมปรัชญาแห่งจิต ประสาทวิทยาศาสตร์ และความรับผิดชอบทางศีลธรรม ตั้งคำถามว่าข้อจำกัดของ self-control ทำให้ต้องคิดเรื่องความรับผิดชอบใหม่อย่างไร
- ทิม ธอร์นตัน (Tim Thornton) ใช้ปรัชญาภาษาแบบวิตเกนสไตน์วิเคราะห์ว่าคำวินิจฉัยและความหมายของประสบการณ์ทางจิตเวชทำงานอย่างไร
- ซามีร์ โอคาชา (Samir Okasha) ให้ฐานปรัชญาวิทยาศาสตร์สำหรับคิดเรื่อง explanation, classification และ natural kinds ซึ่งใช้มากในการถกเถียงเรื่องจิตเวชศาสตร์
อภิธานศัพท์#
- Mind-body problem: ปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างจิตกับร่างกาย/สมอง ว่าเป็นสิ่งเดียวกันหรือต่างกัน และสัมพันธ์กันอย่างไร
- Consciousness (สำนึก): ภาวะการมีประสบการณ์ การรับรู้ตัวเองและโลก
- Qualia: คุณภาพเชิงประสบการณ์จากข้างใน เช่น ความรู้สึกของสีแดงหรือความเจ็บปวด
- Intentionality: คุณสมบัติของจิตที่มุ่งไปหาหรือเกี่ยวข้องกับบางสิ่งเสมอ
- Hard problem of consciousness: ปัญหาว่าทำไมกระบวนการทางกายภาพจึงก่อให้เกิดประสบการณ์จากข้างใน
- Physicalism: จุดยืนที่ว่าทุกสิ่งรวมถึงจิตเป็นเรื่องทางกายภาพในที่สุด
- Functionalism: แนวคิดที่นิยามสภาวะทางจิตจากบทบาทเชิงหน้าที่มากกว่าวัสดุที่ประกอบขึ้น
- Embodied cognition: แนวคิดที่มองว่าการรับรู้และความคิดเกิดขึ้นผ่านร่างกายที่มีชีวิต ไม่ใช่แค่กระบวนการในสมอง
- Extended mind: แนวคิดที่มองว่าจิตอาจขยายออกไปนอกกะโหลกผ่านเครื่องมือและสิ่งแวดล้อม
- Enactivism: แนวคิดที่มองว่าจิตเกิดจากการที่สิ่งมีชีวิตกระทำและก่อโลกขึ้นผ่านร่างกาย
- Minimal self: ความรู้สึกเป็น "ฉัน" ในระดับพื้นฐานที่สุดของประสบการณ์ ก่อนจะมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับตัวตน
- Mental disorder: ความผิดปกติทางจิตที่เป็นประเด็นถกเถียงว่าควรนิยามด้วยชีววิทยา คุณค่าทางสังคม หรือทั้งสองอย่าง
- Harmful dysfunction analysis: กรอบนิยาม mental disorder ที่ต้องมีทั้งความผิดปกติเชิงกลไกและอันตรายตามคุณค่าสังคม
- Looping effect: ปรากฏการณ์ที่การจำแนกมนุษย์ย้อนกลับไปเปลี่ยนพฤติกรรมและตัวตนของผู้ถูกจำแนก
- Phenomenological psychopathology: การศึกษาความผิดปกติทางจิตผ่านโครงสร้างของประสบการณ์และการอยู่ในโลกของผู้ป่วย
- Anti-psychiatry: กระแสวิจารณ์อำนาจ สถาบัน และแนวคิดพื้นฐานของจิตเวชศาสตร์กระแสหลัก
- Explanatory pluralism: แนวคิดที่ว่าความผิดปกติทางจิตต้องอธิบายด้วยหลายระดับร่วมกัน ไม่มีระดับเดียวที่พอเพียง
ข้อควรระวังทางวิชาการ#
สายความคิดนี้ครอบคลุมพื้นที่กว้างมาก ตั้งแต่ปรัชญาแห่งจิตเชิงวิเคราะห์ไปจนถึงปรัชญาจิตเวชเชิงวิพากษ์ ผู้ศึกษาควรระวังประเด็นต่อไปนี้
จุดยืนของนักคิดแต่ละคนมักขัดแย้งกันโดยตรง เช่น เดนเนตต์กับชาลเมอร์สมีมุมมองต่อ consciousness ที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง การหยิบนักคิดคนใดคนหนึ่งมาอ้างจึงต้องระบุให้ชัดว่ากำลังยืนอยู่ฝั่งไหนของข้อถกเถียง ไม่ควรนำเสนอราวกับเป็นข้อสรุปที่ทุกฝ่ายเห็นพ้อง
งานของนักคิดสาย anti-psychiatry โดยเฉพาะโทมัส ซาซ และอาร์. ดี. เลง มีอิทธิพลสูงแต่ก็ถูกวิจารณ์อย่างหนักเช่นกัน ว่าอาจปฏิเสธความทุกข์และความพิการจริงของผู้ป่วยบางกลุ่มมากเกินไป หรือในกรณีของเลง อาจโรแมนติไซส์ความบ้าจนมองข้ามความทุกข์ทรมานจริงที่เกิดขึ้น การอ้างอิงงานเหล่านี้จึงควรมาพร้อมบริบทเชิงวิพากษ์เสมอ ไม่ใช่นำไปใช้แทนคำแนะนำทางการแพทย์หรือใช้ปฏิเสธการรักษาที่จำเป็น
แนวคิดเชิงปรัชญาในเอกสารนี้เป็นการวิเคราะห์เชิงมโนทัศน์และญาณวิทยา ไม่ใช่คำแนะนำทางคลินิกหรือการวินิจฉัยโรค ผู้อ่านที่มีข้อกังวลด้านสุขภาพจิตควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญโดยตรง
สุดท้าย การจัดกลุ่มนักคิดเป็น "แกนร่วม" ในเอกสารนี้ (เช่น กลุ่มปรากฏการณ์วิทยาจิตเวช หรือกลุ่มวิพากษ์อำนาจจิตเวช) เป็นการจัดเพื่อความเข้าใจเชิงโครงสร้าง ไม่ได้หมายความว่านักคิดเหล่านั้นทำงานร่วมกันโดยตรงหรือเห็นพ้องกันในทุกประเด็นเสมอไป
หมายเหตุการขัดเกลา: เนื้อหานี้ปรับปรุงจากบันทึกอ้างอิงต้นทางโดยคัดเลือกนักคิดหลัก 15 ท่านมานำเสนอแบบละเอียด และสรุปนักคิดที่เหลือรวม 32 ท่านเป็นกลุ่มตามสายความคิดย่อยเพื่อควบคุมความยาว มีการตัดส่วนที่เป็นบันทึกการวางแผนเนื้อหาเว็บ คำแนะนำการใช้อ้างอิง และข้อความปิดท้ายที่ไม่เกี่ยวกับเนื้อหาวิชาการออกทั้งหมด โดยไม่มีการเพิ่มเติมข้อเท็จจริง นักคิด หรือผลงานใดที่ไม่ปรากฏในต้นฉบับ