ปรัชญาการเมือง (Political Philosophy)#
ปรัชญา · สายย่อย: อำนาจ ความยุติธรรม รัฐ และเสรีภาพ (Power / Justice / State / Liberty)
คำอธิบายให้เห็นภาพ#
ปรัชญาการเมืองคือการไต่สวนเชิงวิพากษ์ว่ามนุษย์ควรอยู่ร่วมกันอย่างไรโดยไม่ทำลายกันเอง คำถามแกนกลางของสายนี้ครอบคลุมธรรมชาติของรัฐ อำนาจ เสรีภาพ ความยุติธรรม สัญญาประชาคม สิทธิ ความรุนแรงทางการเมือง อุดมการณ์ กฎหมาย ความชอบธรรม การครอบงำ และความเสมอภาค
จุดยืนสำคัญของสายนี้คือ ความทุกข์ของปัจเจกบุคคลไม่อาจเข้าใจได้อย่างสมบูรณ์หากแยกออกจากโครงสร้างอำนาจที่ปัจเจกนั้นดำรงอยู่ หากพิจารณาความทุกข์ของมนุษย์เพียงในมิติจิตใจส่วนบุคคล โดยไม่เห็นโครงสร้างอำนาจที่กำกับชีวิตนั้นอยู่ ย่อมเสี่ยงต่อการผลักภาระทั้งหมดให้ผู้ทุกข์ต้องเยียวยาตนเอง ทั้งที่บาดแผลบางส่วนมีที่มาจากรัฐ ครอบครัว สถาบัน กฎหมาย ชนชั้น เพศ ภาษา และระบบที่ทำให้บางคนไม่ได้รับการนับว่าเป็นมนุษย์อย่างเต็มตัว ปรัชญาการเมืองจึงทำหน้าที่เป็นกรอบวิเคราะห์ที่เชื่อมโยงตัวตนเข้ากับโลกที่หล่อหลอมตัวตนนั้น
ความเป็นมาและกรอบความคิด#
ปรัชญาการเมืองตะวันตกเริ่มต้นจากคำถามของเพลโตว่าความยุติธรรมคืออะไร และเมืองในอุดมคติควรมีโครงสร้างอย่างไรเพื่อสะท้อนความยุติธรรมในจิตวิญญาณมนุษย์ อริสโตเติลสืบทอดแนวคำถามนี้แต่เปลี่ยนจุดเน้นไปที่ธรรมชาติทางการเมืองของมนุษย์และเงื่อนไขของชีวิตที่ดีในชุมชน
ยุคสมัยใหม่เปิดฉากด้วยทฤษฎีสัญญาประชาคม (social contract theory) ซึ่งฮอบส์ ล็อก และรุสโซให้คำตอบต่างกันว่าเหตุใดมนุษย์จึงยอมรับอำนาจรัฐ และอำนาจนั้นควรมีขอบเขตเพียงใด มาร์กซ์วิพากษ์กรอบคิดเสรีนิยมด้วยการชี้ให้เห็นโครงสร้างทางเศรษฐกิจและความแปลกแยกที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังความสัมพันธ์ทางอำนาจ มิลล์นำแนวคิดเสรีนิยมมาสู่คำถามเรื่องขอบเขตของเสรีภาพปัจเจกเมื่อเผชิญกับเสียงข้างมาก
ในศตวรรษที่ 20 รอลส์ฟื้นทฤษฎีสัญญาประชาคมขึ้นใหม่ในรูปแบบที่เป็นนามธรรมมากขึ้นเพื่ออธิบายความยุติธรรมในฐานะความเป็นธรรม อาเรนต์วิเคราะห์เผด็จการเบ็ดเสร็จและธรรมชาติของความชั่วในทางการเมือง ฟูโกต์เปลี่ยนคำถามจากอำนาจในความหมายของรัฏฐาธิปัตย์ไปสู่อำนาจที่แทรกซึมอยู่ในความรู้และสถาบันในชีวิตประจำวัน ส่วนโนซิกโต้แย้งรอลส์จากจุดยืนเสรีนิยมสุดขั้วที่เน้นสิทธิปัจเจกเป็นแกนตัดสินความชอบธรรมของรัฐ
สายความคิดนี้จึงไม่ได้เป็นเส้นตรง แต่เป็นบทสนทนาต่อเนื่องข้ามยุคสมัยว่าอำนาจ เสรีภาพ และความยุติธรรม สัมพันธ์กันอย่างไร
นักคิดสำคัญ#
เพลโต (Plato)#
- ผลงานสำคัญ: Republic, Laws, Statesman, Gorgias, Apology
- แนวคิดหลัก:
- Justice as Harmony — ความยุติธรรมคือการที่แต่ละส่วนทำหน้าที่ของตนอย่างถูกที่
- Tripartite Soul and City — เมืองกับวิญญาณสะท้อนกัน ประกอบด้วยส่วนเหตุผล (reason) ส่วนใจฮึกเหิม (spirit) และส่วนตัณหา (appetite)
- Philosopher-King — ผู้ปกครองควรเข้าถึงความรู้เรื่องความดี ไม่ใช่เพียงถือครองอำนาจ
- Noble Lie — มายาคติทางการเมืองที่ใช้จัดระเบียบเมือง
- Critique of Democracy — ประชาธิปไตยอาจเสื่อมเป็นการปกครองด้วยความปรารถนาของฝูงชนหากไร้ปัญญากำกับ
- Tyranny as Psychic Disorder — ทรราชไม่ใช่เพียงปัญหาทางการเมือง แต่เป็นภาวะที่จิตถูกตัณหาครอบงำ
- Education of Guardians — การเมืองเริ่มต้นจากการหล่อหลอมจิตวิญญาณของพลเมือง
- Justice in Soul / Justice in City — เมืองที่ยุติธรรมต้องสัมพันธ์กับวิญญาณที่ยุติธรรม
- หมายเหตุวิชาการ: ใน Republic เพลโตตั้งคำถามว่าชีวิตที่ยุติธรรมดีกว่าชีวิตที่อยุติธรรมหรือไม่ แล้วใช้เมืองในอุดมคติเป็นภาพขยายเพื่ออธิบายความยุติธรรมในตัวมนุษย์ โดยเชื่อมโยงการเมืองเข้ากับโครงสร้างของจิตวิญญาณอย่างแนบแน่น (Stanford Encyclopedia of Philosophy)
อริสโตเติล (Aristotle)#
- ผลงานสำคัญ: Politics, Nicomachean Ethics, Constitution of the Athenians, Rhetoric
- แนวคิดหลัก:
- Human as Political Animal — มนุษย์เป็นสัตว์การเมืองโดยธรรมชาติ
- Polis — เมืองรัฐในฐานะพื้นที่ที่มนุษย์บรรลุชีวิตที่ดีร่วมกัน
- Common Good — รัฐที่ดีต้องมุ่งความดีร่วม มิใช่ประโยชน์ของผู้ปกครองเพียงฝ่ายเดียว
- Citizenship — พลเมืองคือผู้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจและการปกครอง
- Constitutional Analysis — การวิเคราะห์เปรียบเทียบรูปแบบรัฐหลายชนิด
- Correct / Deviant Regimes — ระบอบที่มุ่งความดีร่วม เทียบกับระบอบที่มุ่งประโยชน์เฉพาะกลุ่ม
- Middle Class Stability — ชนชั้นกลางช่วยลดความสุดโต่งทางการเมือง
- Politics as Extension of Ethics — การเมืองคือเงื่อนไขของชีวิตที่ดี มิใช่เพียงเรื่องของอำนาจ
- หมายเหตุวิชาการ: อริสโตเติลใช้แนวคิด polis เป็นแกนกลางของการเมือง และมองว่าศาสตร์การเมืองเกี่ยวข้องกับการจัดชุมชนให้มนุษย์ดำรงชีวิตที่ดีได้จริง มิใช่เพียงการครองอำนาจหรือรักษาความสงบเรียบร้อยอย่างว่างเปล่า (Stanford Encyclopedia of Philosophy)
โทมัส ฮอบส์ (Thomas Hobbes)#
- ผลงานสำคัญ: Leviathan, De Cive, The Elements of Law
- แนวคิดหลัก:
- State of Nature — ภาวะก่อนมีอำนาจรัฐที่มนุษย์อยู่ในความไม่มั่นคง
- War of All against All — เมื่อไม่มีอำนาจกลาง ความหวาดระแวงอาจทำให้ทุกคนกลายเป็นภัยต่อกัน
- Fear of Violent Death — ความกลัวตายเป็นแรงขับให้เกิดการก่อตั้งรัฐ
- Social Contract — มนุษย์ยอมมอบอำนาจบางส่วนเพื่อแลกกับความสงบ
- Sovereign Power — อำนาจสูงสุดที่ทำหน้าที่รักษาสันติภาพ
- Covenant — ข้อตกลงที่ต้องมีอำนาจบังคับรองรับ มิเช่นนั้นจะเป็นเพียงคำพูดที่ไร้ผล
- Security before Liberty — ความปลอดภัยเป็นเงื่อนไขที่มาก่อนเสรีภาพ
- Political Order as Artificial Person — รัฐเป็นบุคคลประดิษฐ์ที่รวมเจตจำนงของคนจำนวนมากเข้าไว้ด้วยกัน
- หมายเหตุวิชาการ: ฮอบส์เป็นหนึ่งในผู้วางรากฐานทฤษฎีสัญญาประชาคมสมัยใหม่ Leviathan เสนอว่ามนุษย์ที่อยู่ในภาวะไร้อำนาจกลางย่อมมีเหตุผลเพียงพอที่จะยอมสถาปนารัฏฐาธิปัตย์ (sovereign) เพื่อหลีกหนีความไม่มั่นคงและความรุนแรง (Stanford Encyclopedia of Philosophy)
จอห์น ล็อก (John Locke)#
- ผลงานสำคัญ: Two Treatises of Government, A Letter Concerning Toleration, An Essay Concerning Human Understanding
- แนวคิดหลัก:
- Natural Rights — สิทธิในชีวิต เสรีภาพ และทรัพย์สิน
- Natural Law — กฎศีลธรรมที่ดำรงอยู่ก่อนรัฐ
- Consent of the Governed — ความชอบธรรมของรัฐมาจากความยินยอมของผู้ถูกปกครอง
- Limited Government — รัฐต้องมีขอบเขตอำนาจที่จำกัดเพื่อคุ้มครองสิทธิ
- Right of Resistance — รัฐที่ละเมิดสิทธิอาจถูกต่อต้านและเปลี่ยนแปลงได้
- Property and Labor — ทรัพย์สินสัมพันธ์กับแรงงานและการถือครอง
- Toleration — การอยู่ร่วมกันของความเชื่อที่แตกต่าง
- Public Good — อำนาจรัฐต้องรับใช้ประโยชน์สาธารณะ
- หมายเหตุวิชาการ: ล็อกเสนอว่ามนุษย์โดยธรรมชาติมีเสรีภาพและความเสมอภาค รัฐจึงมีหน้าที่คุ้มครองสิทธิพื้นฐาน ได้แก่ ชีวิต เสรีภาพ และทรัพย์สิน และหากรัฐล้มเหลวในหน้าที่นี้ ประชาชนย่อมมีเหตุผลเพียงพอในการต่อต้านหรือเปลี่ยนรัฐบาล (Stanford Encyclopedia of Philosophy)
ฌ็อง-ฌัก รูโซ (Jean-Jacques Rousseau)#
- ผลงานสำคัญ: The Social Contract, Discourse on the Origin of Inequality, Discourse on Political Economy, Émile
- แนวคิดหลัก:
- General Will — เจตจำนงร่วมที่มุ่งความดีร่วมของสังคม
- Social Contract — สัญญาที่ทำให้มนุษย์อยู่ร่วมกันได้โดยยังรักษาเสรีภาพเชิงศีลธรรมไว้
- Natural Freedom vs Civil Freedom — เสรีภาพตามธรรมชาติเทียบกับเสรีภาพของพลเมือง
- Moral Freedom — เสรีภาพจากการถูกตัณหาหรือแรงปรารถนาดิบครอบงำ
- Inequality — ความไม่เท่าเทียมจำนวนมากมีที่มาจากสถาบันทางสังคม
- Amour de soi / Amour-propre — ความรักตนตามธรรมชาติ เทียบกับตัวตนที่ถูกสายตาสังคมบิดเบือน
- Corruption by Society — สังคมอาจทำให้มนุษย์หลงในสถานะ เปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่น และแปลกแยกจากตนเอง
- Popular Sovereignty — อำนาจอธิปไตยอยู่ที่ประชาชนในฐานะองค์รวม
- หมายเหตุวิชาการ: รูโซตั้งคำถามหลักใน The Social Contract ว่าจะประสานเสรีภาพของปัจเจกเข้ากับอำนาจของรัฐได้อย่างไร และเสนอว่าความชอบธรรมของรัฐต้องสัมพันธ์กับเจตจำนงร่วมที่มุ่งความดีร่วม มิใช่เพียงผลรวมของความปรารถนาส่วนตัว (Stanford Encyclopedia of Philosophy)
คาร์ล มาร์กซ์ (Karl Marx)#
- ผลงานสำคัญ: Economic and Philosophic Manuscripts of 1844, The German Ideology, The Communist Manifesto, Capital, Grundrisse, Critique of the Gotha Programme
- แนวคิดหลัก:
- Alienation — มนุษย์แปลกแยกจากแรงงาน ผลผลิต ตนเอง และผู้อื่น
- Class Struggle — ประวัติศาสตร์สังคมส่วนใหญ่ขับเคลื่อนด้วยความขัดแย้งทางชนชั้น
- Capitalism — ระบบที่แรงงานถูกจัดวางภายใต้เงื่อนไขของทุนและการสะสมมูลค่า
- Exploitation — การดึงเอามูลค่าส่วนเกินจากแรงงาน
- Ideology — ระบบความคิดที่ทำให้ความสัมพันธ์เชิงอำนาจดูเป็นธรรมชาติ
- Commodity Fetishism — สินค้าดูเหมือนมีอำนาจในตัวเอง ทั้งที่แท้จริงซ่อนความสัมพันธ์ทางแรงงานไว้ภายใน
- Historical Materialism — โครงสร้างทางวัตถุ เศรษฐกิจ และการผลิต มีผลกำหนดรูปแบบชีวิตทางสังคม
- Praxis — การเปลี่ยนแปลงโลก มิใช่เพียงการตีความโลก
- หมายเหตุวิชาการ: มาร์กซ์มิได้เป็นเพียงนักปฏิวัติทางการเมือง แต่เป็นนักปรัชญาที่เขียนถึงความแปลกแยก ประวัติศาสตร์ ทุนนิยม อุดมการณ์ ศีลธรรม รัฐ และความเจริญงอกงามของมนุษย์อย่างมีอิทธิพลสูง งานในช่วงต้นของเขาให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับความแปลกแยกในฐานะปัญหาทางสังคมของมนุษย์ในระบบทุนนิยม (Stanford Encyclopedia of Philosophy)
จอห์น สจ๊วต มิลล์ (John Stuart Mill)#
- ผลงานสำคัญ: On Liberty, Utilitarianism, The Subjection of Women, Considerations on Representative Government
- แนวคิดหลัก:
- Liberty Principle — เสรีภาพเป็นเงื่อนไขของการพัฒนามนุษย์
- Harm Principle — เสรีภาพจำกัดได้เมื่อเป็นการป้องกันอันตรายต่อผู้อื่น
- Tyranny of the Majority — สังคมประชาธิปไตยก็อาจกดทับปัจเจกบุคคลได้เช่นกัน
- Individuality — มนุษย์จำเป็นต้องมีพื้นที่ทดลองรูปแบบชีวิตของตนเอง
- Free Speech — แม้ความเห็นที่ผิดก็ยังมีประโยชน์ต่อการตรวจสอบความจริง
- Experiments in Living — ชีวิตเป็นพื้นที่สำหรับทดลองรูปแบบการดำรงอยู่
- Women's Equality — วิจารณ์ระบบที่ให้ความสำคัญกับเพศชายเป็นใหญ่
- Representative Government — การเมืองที่ดีต้องเปิดให้พลเมืองมีส่วนร่วมและพัฒนาศักยภาพของตน
- หมายเหตุวิชาการ: มิลล์แยกความแตกต่างระหว่างอันตราย (harm) กับความไม่พอใจเฉย ๆ (mere offense) และเห็นว่าอำนาจสังคมหรือรัฐจะจำกัดเสรีภาพได้ก็ต่อเมื่อมีเหตุผลเรื่องการป้องกันอันตรายต่อผู้อื่น มิใช่เพียงเพราะคนส่วนใหญ่ไม่ชอบหรือเห็นว่ารูปแบบชีวิตนั้นไม่เหมาะสม (Stanford Encyclopedia of Philosophy)
จอห์น รอลส์ (John Rawls)#
- ผลงานสำคัญ: A Theory of Justice, Political Liberalism, The Law of Peoples, Justice as Fairness: A Restatement
- แนวคิดหลัก:
- Justice as Fairness — ความยุติธรรมในฐานะความเป็นธรรม
- Original Position — สถานการณ์สมมติที่ทุกคนเลือกหลักความยุติธรรมอย่างเป็นกลาง
- Veil of Ignorance — ภาวะที่ไม่รู้ล่วงหน้าว่าตนจะเกิดเป็นใคร อยู่ในชนชั้นใด เพศใด หรือมีความสามารถแบบใด
- Equal Basic Liberties — เสรีภาพขั้นพื้นฐานที่ทุกคนพึงได้รับอย่างเท่าเทียม
- Fair Equality of Opportunity — โอกาสต้องเป็นธรรมอย่างแท้จริง มิใช่เพียงในนาม
- Difference Principle — ความเหลื่อมล้ำเป็นที่ยอมรับได้เมื่อก่อประโยชน์แก่ผู้เสียเปรียบที่สุด
- Well-Ordered Society — สังคมที่สมาชิกทุกคนยอมรับหลักความยุติธรรมร่วมกัน
- Public Reason — เหตุผลสาธารณะในสังคมประชาธิปไตยที่มีความเห็นหลากหลาย
- หมายเหตุวิชาการ: รอลส์ใช้แนวคิด original position และ veil of ignorance เป็นเครื่องมือในการคิดเรื่องความยุติธรรมอย่างเป็นกลาง โดยให้ผู้เลือกหลักการของสังคมไม่ทราบตำแหน่งของตนเองในสังคมนั้น เพื่อป้องกันมิให้หลักความยุติธรรมถูกออกแบบเพื่อเอื้อประโยชน์แก่กลุ่มตนเอง (Stanford Encyclopedia of Philosophy)
ฮันนาห์ อาเรนต์ (Hannah Arendt)#
- ผลงานสำคัญ: The Origins of Totalitarianism, The Human Condition, On Revolution, Eichmann in Jerusalem, On Violence, The Life of the Mind
- แนวคิดหลัก:
- Totalitarianism — ระบอบที่ทำให้มนุษย์กลายเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น
- Banality of Evil — ความชั่วอาจเกิดจากการที่ความคิดหยุดทำงาน มิใช่จากปีศาจภายในใจเพียงอย่างเดียว
- Vita Activa — ชีวิตแห่งการกระทำ ประกอบด้วยแรงงาน (labor) งาน (work) และการกระทำ (action)
- Action — การกระทำทางการเมืองที่เปิดสิ่งใหม่ขึ้นในโลก
- Public Realm — พื้นที่ที่มนุษย์ปรากฏตัวต่อกันในฐานะพลเมือง
- Plurality — มนุษย์ดำรงอยู่ร่วมกันท่ามกลางความแตกต่างหลากหลาย
- Power vs Violence — อำนาจเกิดจากการกระทำร่วมกัน ส่วนความรุนแรงเป็นเพียงเครื่องมือ
- Natality — ความสามารถในการเริ่มต้นสิ่งใหม่
- Worldlessness — การสูญเสียโลกร่วมกัน อันเป็นเหตุให้ปัจเจกบุคคลโดดเดี่ยวและพร้อมถูกกลืนโดยอุดมการณ์
- หมายเหตุวิชาการ: อาเรนต์เป็นนักคิดทางการเมืองคนสำคัญของศตวรรษที่ 20 งานของเธอเริ่มต้นจากคำถามเรื่องการอยู่ร่วมกันของมนุษย์ในโลกร่วม The Origins of Totalitarianism ทำให้เธอมีชื่อเสียงในฐานะผู้วิเคราะห์เผด็จการเบ็ดเสร็จอย่างลึกซึ้ง ขณะที่ The Human Condition วิเคราะห์แรงงาน งาน และการกระทำ ภายใต้กรอบ vita activa (Stanford Encyclopedia of Philosophy)
มิแชล ฟูโกต์ (Michel Foucault)#
- ผลงานสำคัญ: Discipline and Punish, The History of Sexuality, Madness and Civilization, The Birth of the Clinic, The Order of Things, Security, Territory, Population
- แนวคิดหลัก:
- Power/Knowledge — อำนาจและความรู้ผลิตซึ่งกันและกัน
- Discipline — อำนาจที่ฝึกฝนร่างกายให้เชื่องผ่านสถาบันอย่างโรงเรียน คุก โรงพยาบาล และกองทัพ
- Surveillance — การมองเห็นและการถูกมองเห็นในฐานะเทคนิคของการควบคุม
- Panopticism — แบบแผนการเฝ้าระวังที่ทำให้ปัจเจกบุคคลควบคุมตนเอง
- Biopower — อำนาจที่จัดการชีวิต ประชากร สุขภาพ เพศ และร่างกาย
- Governmentality — ศิลปะแห่งการปกครองที่ทำให้ปัจเจกบุคคลปกครองตนเองตามเหตุผลของระบบ
- Subjectivation — ตัวตน (subject) ถูกผลิตขึ้นผ่านวาทกรรมและการปฏิบัติ
- Genealogy — การสืบสาวรากประวัติศาสตร์ของสิ่งที่ถูกเข้าใจว่าเป็นธรรมชาติ
- Madness / Sexuality / Crime — หมวดหมู่เหล่านี้ถูกผลิตขึ้นผ่านสถาบัน ความรู้ และอำนาจ
- หมายเหตุวิชาการ: ฟูโกต์วิเคราะห์การเปลี่ยนผ่านจากอำนาจแบบรัฏฐาธิปัตย์ (sovereign power) ที่เน้นสิทธิในการลงโทษหรือสังหาร ไปสู่ biopower ที่จัดการชีวิต ประชากร สุขภาพ พฤติกรรม และความปกติ ผ่านเทคนิคต่อเนื่องของความรู้และสถาบัน (Stanford Encyclopedia of Philosophy)
โรเบิร์ต โนซิก (Robert Nozick)#
- ผลงานสำคัญ: Anarchy, State, and Utopia, Philosophical Explanations, The Examined Life
- แนวคิดหลัก:
- Minimal State — รัฐที่ชอบธรรมควรถูกจำกัดขอบเขตให้ทำหน้าที่คุ้มครองสิทธิพื้นฐานเท่านั้น
- Entitlement Theory — ความยุติธรรมของการถือครองทรัพย์สินขึ้นอยู่กับประวัติการได้มาและการโอน
- Justice in Acquisition — คำถามว่าได้ทรัพย์สินมาอย่างยุติธรรมหรือไม่
- Justice in Transfer — คำถามว่าโอนทรัพย์สินไปอย่างยุติธรรมหรือไม่
- Rectification — หากได้ทรัพย์สินมาโดยไม่ยุติธรรม ควรแก้ไขเยียวยาอย่างไร
- Side Constraints — สิทธิของปัจเจกบุคคลเป็นข้อจำกัดต่อสิ่งที่รัฐหรือผู้อื่นสามารถกระทำได้
- Against Patterned Distribution — วิจารณ์ทฤษฎีที่กำหนดรูปแบบการกระจายทรัพย์สินไว้ล่วงหน้า
- Self-Ownership — มนุษย์มีสิทธิในตัวเองและแรงงานของตน
- Libertarian Political Philosophy — เสรีภาพและสิทธิส่วนบุคคลเป็นแกนหลักในการตัดสินความชอบธรรมของรัฐ
- หมายเหตุวิชาการ: โนซิกเป็นที่รู้จักจาก Anarchy, State, and Utopia ซึ่งโต้แย้งรอลส์และเสนอว่าการเคารพสิทธิปัจเจกบุคคลเป็นมาตรฐานสำคัญในการประเมินรัฐ รัฐที่ชอบธรรมจึงควรเป็นรัฐจำกัด (minimal state) ที่จำกัดตนเองอยู่กับการคุ้มครองชีวิต เสรีภาพ ทรัพย์สิน และสัญญา (Stanford Encyclopedia of Philosophy)
นักคิดเสริมที่ควรบรรจุ#
- ซิเซโร (Cicero) — เชื่อมโยงกฎหมายโรมัน กฎธรรมชาติ สาธารณรัฐ หน้าที่ และคุณธรรมของพลเมืองเข้าด้วยกัน
- มาเคียเวลลี (Machiavelli) — วิเคราะห์อำนาจอย่างไม่โรแมนติก และแยกความจำเป็นทางการเมือง (political necessity) ออกจากศีลธรรมส่วนบุคคล
- มงเตสกิเออ (Montesquieu) — มีความสำคัญต่อหลักการแบ่งแยกอำนาจ (separation of powers) และการวิเคราะห์เปรียบเทียบรูปแบบรัฐ
- ไอไซอาห์ เบอร์ลิน (Isaiah Berlin) — แยกความแตกต่างระหว่างเสรีภาพเชิงลบ (negative liberty) กับเสรีภาพเชิงบวก (positive liberty) อย่างชัดเจน
- ฟรานซ์ ฟานง (Frantz Fanon) — เชื่อมโยงอำนาจอาณานิคม ความรุนแรง จิตที่ถูกทำให้เป็นเชื้อชาติ (racialized psyche) การปลดปล่อย และบาดแผลทางประวัติศาสตร์
- ชองตาล มูฟฟ์ (Chantal Mouffe) — เสนอแนวคิดประชาธิปไตยแบบขัดแย้งสร้างสรรค์ (agonistic democracy) และวิจารณ์วิสัยทัศน์ทางการเมืองที่ฝันถึงสังคมไร้ความขัดแย้ง
- จูดิธ ชคลาร์ (Judith Shklar) — มีความสำคัญต่อแนวคิดเสรีนิยมแห่งความหวาดกลัว (liberalism of fear) และการเมืองที่เริ่มต้นจากการป้องกันความโหดร้าย
อภิธานศัพท์#
| คำศัพท์ | ความหมายแกน |
|---|
| Power (อำนาจ) | ความสามารถในการกำหนดการกระทำของผู้อื่น |
| Authority (อำนาจอันชอบธรรม) | อำนาจที่ได้รับการยอมรับว่าชอบธรรม |
| Legitimacy (ความชอบธรรม) | ความชอบธรรมของอำนาจ |
| Sovereignty (อธิปไตย) | อำนาจสูงสุดในดินแดนหรือระบบหนึ่ง |
| State of Nature (สภาวะธรรมชาติ) | ภาวะสมมติก่อนการมีอยู่ของรัฐ |
| Social Contract (สัญญาประชาคม) | ข้อตกลงที่เป็นฐานของความชอบธรรมทางการเมือง |
| Natural Rights (สิทธิธรรมชาติ) | สิทธิที่ดำรงอยู่ก่อนรัฐ |
| Consent (ความยินยอม) | ความยินยอมของผู้ถูกปกครองอันเป็นฐานของความชอบธรรมและความเป็นอิสระ |
| Common Good (ความดีร่วม) | ประโยชน์ร่วมกันของสมาชิกในสังคม อันเป็นแกนของจริยธรรมพลเมือง |
| General Will (เจตจำนงร่วม) | เจตจำนงร่วมที่มุ่งความดีร่วม ตามแนวคิดของรุสโซ |
| Justice (ความยุติธรรม) | หลักการที่กำกับกฎหมายและสถาบันทางสังคม |
| Liberty (เสรีภาพ) | ความเป็นอิสระอันสัมพันธ์กับสิทธิ |
| Harm Principle (หลักการป้องกันอันตราย) | หลักที่จำกัดเสรีภาพได้เพื่อป้องกันอันตรายต่อผู้อื่น ตามแนวคิดของมิลล์ |
| Tyranny of Majority (การกดทับโดยเสียงข้างมาก) | การกดทับปัจเจกบุคคลโดยเสียงส่วนใหญ่ในสังคมประชาธิปไตย |
| Alienation (ความแปลกแยก) | ภาวะแปลกแยกระหว่างมนุษย์กับแรงงาน ผลผลิต และตนเอง ในบริบททุนนิยม |
| Ideology (อุดมการณ์) | ระบบความคิดที่ทำให้ความสัมพันธ์เชิงอำนาจปรากฏเป็นเรื่องธรรมชาติ |
| Exploitation (การเอาเปรียบ) | การเอาเปรียบเชิงโครงสร้างในความสัมพันธ์ทางแรงงานและชนชั้น |
| Veil of Ignorance (ม่านแห่งอวิชชา) | สถานะสมมติที่ไม่รู้ตำแหน่งของตนเองในสังคม ใช้ในทฤษฎีความยุติธรรมของรอลส์ |
| Difference Principle (หลักความแตกต่าง) | หลักที่ยอมรับความเหลื่อมล้ำได้ก็ต่อเมื่อเป็นประโยชน์ต่อผู้เสียเปรียบที่สุด |
| Totalitarianism (เผด็จการเบ็ดเสร็จ) | ระบอบที่กลืนกลายชีวิตมนุษย์ทั้งหมดเข้าไปในระบบ |
| Banality of Evil (ความชั่วอันสามัญ) | ความชั่วที่เกิดจากการหยุดคิดและหยุดตัดสิน มิใช่จากเจตนาชั่วร้ายโดยตรง |
| Biopower (อำนาจเหนือชีวิต) | อำนาจที่จัดการชีวิตและประชากรในระดับโครงสร้าง |
| Discipline (วินัย/การฝึกฝน) | การฝึกฝนร่างกายและพฤติกรรมให้เชื่องผ่านสถาบัน |
| Governmentality (วิถีแห่งการปกครอง) | การปกครองผ่านกระบวนการที่ทำให้ปัจเจกบุคคลปกครองตนเอง |
| Minimal State (รัฐจำกัด) | รัฐที่จำกัดหน้าที่ไว้เพียงการคุ้มครองสิทธิพื้นฐาน ตามแนวคิดของโนซิก |
| Entitlement Theory (ทฤษฎีสิทธิการถือครอง) | ความยุติธรรมของทรัพย์สินที่พิจารณาจากประวัติการได้มาและการโอน |
ข้อควรระวังทางวิชาการ#
- ไม่ควรลดทอนปรัชญาการเมืองให้เป็นเพียงส่วนขยายของจิตวิทยา ทั้งสองศาสตร์มีกรอบคำถามและระเบียบวิธีที่แตกต่างกัน
- ไม่ควรลดทอนมาร์กซ์ให้เหลือเพียงกรอบ "คนจนกับคนรวย" ซึ่งละเลยมิติทางปรัชญาเรื่องความแปลกแยก ประวัติศาสตร์ และอุดมการณ์ในงานของเขา
- ไม่ควรตีความฟูโกต์ว่า "ทุกสิ่งคืออำนาจ จึงไม่มีความจริงใด ๆ" ซึ่งเป็นการอ่านที่บิดเบือนงานของเขา
- ไม่ควรใช้ Banality of Evil ของอาเรนต์เป็นเพียงวลีสำเร็จรูปโดยไม่พิจารณาบริบทของการวิเคราะห์เรื่องการหยุดคิดและการหยุดตัดสิน
- ไม่ควรตีความรอลส์ว่าเสนอความเท่าเทียมแบบแบ่งทุกสิ่งเท่ากันในทุกกรณี ทฤษฎีของเขามีความซับซ้อนกว่านั้นมาก โดยเฉพาะในหลักความแตกต่าง
- ไม่ควรตีความโนซิกว่าเป็นเพียงผู้สนับสนุนความเห็นแก่ตัว งานของเขาวางอยู่บนกรอบทฤษฎีสิทธิที่มีเหตุผลรองรับ
- ไม่ควรตีความฮอบส์ว่าเป็นเพียงผู้นิยมเผด็จการ ข้อเสนอของเขาเริ่มต้นจากการวิเคราะห์ปัญหาความกลัว ความรุนแรง และความไม่มั่นคงในสภาวะธรรมชาติ
- ความทุกข์ทางสังคม (social suffering) ไม่ควรถูกตีความว่าเป็นปัญหาทางจิตใจส่วนบุคคลทั้งหมด เนื่องจากบางส่วนมีที่มาจากกฎหมายที่ไม่เป็นธรรม ระบบเศรษฐกิจที่ก่อความแปลกแยก และโครงสร้างอำนาจที่ทำให้การกดทับปรากฏเป็นเรื่องธรรมชาติ
หมายเหตุการขัดเกลา: ปรับจากบันทึกต้นทางเป็นเนื้อหาหน้าสำนักคิด คงสาระวิชาการและการอ้างอิงเดิมทั้งหมด ตัดส่วนที่ไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาวิชาการออก