ปรัชญาวิทยาศาสตร์ (Philosophy of Science)#
ปรัชญา · ปรัชญาวิทยาศาสตร์และการอธิบายเชิงวิทยาศาสตร์ (Scientific Explanation)
คำอธิบายให้เห็นภาพ#
ปรัชญาวิทยาศาสตร์เป็นสาขาที่ตั้งคำถามต่อฐานรากของกิจกรรมทางวิทยาศาสตร์เอง: วิทยาศาสตร์รู้อะไรได้บ้าง ทฤษฎีคืออะไร หลักฐานทำหน้าที่อย่างไร การอธิบาย (explanation) ที่แท้จริงมีโครงสร้างแบบใด อะไรทำให้สิ่งหนึ่งนับเป็นวิทยาศาสตร์ในขณะที่อีกสิ่งหนึ่งไม่ใช่ ทฤษฎีถูกหักล้างหรือแทนที่ได้อย่างไร และกรอบคิดใหญ่ (paradigm) ของชุมชนวิทยาศาสตร์เปลี่ยนแปลงไปในลักษณะใด
สาขานี้ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือตรวจสอบคุณภาพของข้ออ้างความจริง โดยเฉพาะในพื้นที่ที่วิชาความรู้หลายแขนงมาบรรจบกัน เช่น จิตวิทยา จิตเวชศาสตร์ ประสาทวิทยาศาสตร์ ทฤษฎีบุคลิกภาพ (typology) และปัญญาประดิษฐ์ พื้นที่เหล่านี้เสี่ยงตกหลุมพรางสองด้าน ด้านหนึ่งคือการลอยตัวเป็นวาทกรรมที่อธิบายอะไรก็ได้โดยไม่มีเกณฑ์ตรวจสอบ อีกด้านหนึ่งคือลัทธิวิทยาศาสตร์นิยม (scientism) ที่ถือว่ามีเพียงสิ่งที่วัดได้เชิงปริมาณเท่านั้นจึงมีความหมาย ปรัชญาวิทยาศาสตร์จึงเป็นกรอบที่ช่วยแยกแยะสถานะของข้อความต่าง ๆ เช่น ข้อความใดเป็นข้ออ้างเชิงวิทยาศาสตร์ ข้อความใดเป็นสมมติฐานทางคลินิก ข้อความใดเป็นการตีความเชิงสัญลักษณ์ ข้อความใดเป็นข้อโต้แย้งเชิงปรัชญา และข้อความใดเป็นเพียงอุปลักษณ์
ความเป็นมาและกรอบความคิด#
ปรัชญาวิทยาศาสตร์ในศตวรรษที่ 20 พัฒนาผ่านข้อถกเถียงหลักหลายชุด เริ่มจากปัญหาการแบ่งเส้น (demarcation problem) ระหว่างวิทยาศาสตร์กับสิ่งที่ไม่ใช่วิทยาศาสตร์ ซึ่งคาร์ล ป็อปเปอร์เสนอเกณฑ์ความสามารถในการถูกหักล้างได้ (falsifiability) ต่อมาโทมัส คูห์นท้าทายภาพวิทยาศาสตร์แบบสะสมความรู้เป็นเส้นตรง ด้วยแนวคิดเรื่องพลวัตของ paradigm ที่สลับระหว่างช่วงวิทยาศาสตร์ปกติ (normal science) กับการปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์ (scientific revolution) อิมเร ลากาโตสพยายามประสานจุดยืนของป็อปเปอร์กับคูห์นด้วยแนวคิดโครงการวิจัย (research programme) ที่ประเมินทฤษฎีเป็นชุดมากกว่าเป็นสมมติฐานเดี่ยว ส่วนพอล ไฟเออร์อาเบนด์วิพากษ์แนวคิดที่ว่ามีระเบียบวิธีสากลหนึ่งเดียวที่กำกับวิทยาศาสตร์ทุกยุคทุกกรณี
อีกสายหนึ่งของปรัชญาวิทยาศาสตร์มุ่งตรงไปที่โครงสร้างของการอธิบายเชิงวิทยาศาสตร์ (scientific explanation) โดยตรง คาร์ล เฮมเพลเสนอแบบจำลองการอธิบายเชิงนิรนัย-กฎครอบคลุม (deductive-nomological model) ซึ่งเป็นแบบแผนคลาสสิกของสิ่งที่นับว่าเป็นคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ บาส ฟาน ฟราสเซินเสนอมุมมองเชิงประจักษ์นิยมเชิงสร้าง (constructive empiricism) ที่เน้นความเพียงพอเชิงประจักษ์มากกว่าการอ้างความจริงในระดับภววิทยา และแนนซี คาร์ตไรต์วิพากษ์การนำกฎพื้นฐานของฟิสิกส์ไปใช้อธิบายโลกจริงอย่างไม่มีเงื่อนไข โดยชี้ให้เห็นบทบาทของแบบจำลอง (model) การทำให้อุดมคติ (idealization) และเงื่อนไขเฉพาะบริบท
ข้อถกเถียงเหล่านี้มีความสำคัญโดยตรงต่อการประเมินทฤษฎีที่อยู่กึ่งกลางระหว่างวิทยาศาสตร์กับมนุษยศาสตร์ เช่น จิตวิเคราะห์ (psychoanalysis) ทฤษฎีบุคลิกภาพแบบยุง (Jungian typology) หรือแบบทดสอบบุคลิกภาพอย่าง MBTI เพราะคำถามที่ต้องถามไม่ใช่เพียงว่าทฤษฎีนั้น "ถูกหรือผิด" แต่ต้องถามว่าทฤษฎีนั้นมีเงื่อนไขที่จะถูกหักล้างได้หรือไม่ ยังผลิตข้อค้นพบใหม่ได้หรือไม่ และกำลังอ้างสถานะทางญาณวิทยาระดับใด
นักคิดสำคัญ#
คาร์ล ป็อปเปอร์ (Karl Popper)#
- ผลงานสำคัญ: The Logic of Scientific Discovery, Conjectures and Refutations, Objective Knowledge, The Open Society and Its Enemies
- แนวคิดหลัก:
- Falsifiability (ความสามารถในการถูกหักล้าง) — ทฤษฎีจะเป็นวิทยาศาสตร์ได้ก็ต่อเมื่อมีความเป็นไปได้เชิงหลักการที่จะถูกหักล้าง
- Demarcation Problem (ปัญหาการแบ่งเส้น) — ปัญหาเส้นแบ่งระหว่างวิทยาศาสตร์กับสิ่งที่ไม่ใช่วิทยาศาสตร์
- Conjectures and Refutations (ข้อเสนอและการหักล้าง) — ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เติบโตผ่านข้อเสนอที่เสี่ยงและความพยายามหักล้างข้อเสนอนั้น
- Risky Prediction (คำทำนายที่เสี่ยง) — หลักฐานมีน้ำหนักก็ต่อเมื่อทฤษฎีมีความเสี่ยงที่จะผิดจริง
- Corroboration (การได้รับการยืนยันเบื้องต้น) — ทฤษฎีที่ผ่านการทดสอบอย่างเข้มงวดยังไม่นับว่า "พิสูจน์จริง" แต่ถือว่าได้รับการยืนยันเบื้องต้น
- Anti-Verificationism — หลักฐานที่สนับสนุนอย่างเดียวไม่เพียงพอ เพราะทฤษฎีที่ครอบคลุมทุกกรณีอาจหาหลักฐานยืนยันได้ง่ายเกินไป
- Fallibilism (การยอมรับความผิดพลาดได้) — ความรู้ของมนุษย์ผิดพลาดได้เสมอ
- การวิพากษ์จิตวิเคราะห์และลัทธิมาร์กซ์ — ป็อปเปอร์เห็นว่าทฤษฎีบางแบบปรับตัวรองรับทุกกรณีจนแทบไม่เปิดช่องให้ถูกหักล้าง
- หมายเหตุวิชาการ: ป็อปเปอร์เสนอ falsifiability เป็นเกณฑ์การแบ่งเส้นระหว่างวิทยาศาสตร์กับสิ่งที่ไม่ใช่วิทยาศาสตร์ โดยเน้นว่าทฤษฎีวิทยาศาสตร์ต้องห้ามบางสิ่งเกิดขึ้น ต้องมีกรณีที่หากเกิดขึ้นจริงจะทำให้ทฤษฎีเสียหาย อย่างไรก็ตาม ป็อปเปอร์เองก็แยกไว้ชัดเจนว่าในทางปฏิบัติ การหักล้างทฤษฎีไม่ง่ายเหมือนตรรกะบนกระดาษ เพราะข้อมูลจากการสังเกต เครื่องมือวัด และสมมติฐานประกอบอาจมีปัญหาได้เช่นกัน (Stanford Encyclopedia of Philosophy)
โทมัส คูห์น (Thomas Kuhn)#
- ผลงานสำคัญ: The Structure of Scientific Revolutions, The Essential Tension, The Road Since Structure
- แนวคิดหลัก:
- Paradigm (กรอบแบบแผนร่วม) — แบบแผนร่วมของการทำวิทยาศาสตร์ในชุมชนหนึ่ง
- Normal Science (วิทยาศาสตร์ปกติ) — ช่วงเวลาที่วิทยาศาสตร์แก้ปัญหาปริศนาภายในกรอบเดิม
- Anomaly (ความผิดปกติ) — ปัญหาที่กรอบเดิมไม่สามารถแก้ไขได้
- Crisis (ภาวะวิกฤต) — ภาวะที่ความผิดปกติสะสมจนกรอบเดิมสั่นคลอน
- Scientific Revolution (การปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์) — การเปลี่ยนกรอบใหญ่ของวิทยาศาสตร์
- Incommensurability (ภาวะเทียบเคียงไม่ได้) — paradigm ที่ต่างกันอาจใช้ภาษา มาตรฐาน และการนิยามปัญหาคนละแบบ
- Disciplinary Matrix (โครงข่ายทางวิชาการ) — ชุดของทฤษฎี เครื่องมือ ค่านิยม วิธีวัด และตัวอย่างมาตรฐานร่วมกัน
- Exemplars (ตัวอย่างแบบอย่าง) — ตัวอย่างงานวิทยาศาสตร์ที่ชุมชนถือเป็นแบบอย่างของการทำงานที่ถูกต้อง
- หมายเหตุวิชาการ: คูห์นมองว่าวิทยาศาสตร์ที่เติบโตแล้วมักสลับระหว่างช่วงวิทยาศาสตร์ปกติกับการปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์ ในช่วงปกตินักวิทยาศาสตร์ทำงานแก้ปริศนาภายในโครงข่ายทางวิชาการเดิม แต่เมื่อความผิดปกติสะสมจนแก้ไม่ได้ อาจเกิดการเปลี่ยน paradigm ซึ่งไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนคำตอบ แต่เป็นการเปลี่ยนวิธีมองปัญหา วิธีวัด และมาตรฐานของสิ่งที่นับว่าเป็นคำตอบด้วย (Stanford Encyclopedia of Philosophy)
อิมเร ลากาโตส (Imre Lakatos)#
- ผลงานสำคัญ: Proofs and Refutations, The Methodology of Scientific Research Programmes
- แนวคิดหลัก:
- Research Programme (โครงการวิจัย) — วิทยาศาสตร์ไม่ได้มีเพียงทฤษฎีเดี่ยว แต่เป็นโครงการวิจัยทั้งชุด
- Hard Core (แกนกลาง) — แกนกลางของทฤษฎีที่นักวิจัยในโครงการนั้นปกป้องไว้
- Protective Belt (แถบป้องกัน) — สมมติฐานเสริมที่ปรับเปลี่ยนได้เพื่อรับมือกับปัญหา
- Positive Heuristic (แนวทางเชิงบวก) — แนวทางว่าควรพัฒนาโครงการวิจัยไปในทิศทางใด
- Negative Heuristic (แนวทางเชิงลบ) — ข้อห้ามไม่ให้โจมตีแกนกลางโดยตรง
- Progressive Research Programme (โครงการวิจัยแบบก้าวหน้า) — โครงการที่ปรับตัวแล้วยังทำนายหรือค้นพบสิ่งใหม่ได้
- Degenerating Research Programme (โครงการวิจัยแบบถดถอย) — โครงการที่ปรับตัวเพียงเพื่อแก้ตัวภายหลัง โดยไม่ได้ให้ผลลัพธ์ใหม่
- การเชื่อมป็อปเปอร์กับคูห์น — ลากาโตสพยายามรักษาความมีเหตุผลของวิทยาศาสตร์ไว้ โดยไม่ทำให้วิทยาศาสตร์กลายเป็นเรื่องของการหักล้างครั้งเดียวจบ
- หมายเหตุวิชาการ: ลากาโตสเป็นนักปรัชญาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ที่ทำงานอยู่ที่ London School of Economics เขาเสนอแนวคิด Methodology of Scientific Research Programmes ซึ่งมีอิทธิพลมากในปรัชญาวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะแนวทางการประเมินทฤษฎีเป็นชุดโครงการ ไม่ใช่การพิจารณาสมมติฐานเดี่ยว ๆ ที่แยกขาดจากประวัติการพัฒนาของมัน (London School of Economics)
พอล ไฟเออร์อาเบนด์ (Paul Feyerabend)#
- ผลงานสำคัญ: Against Method, Science in a Free Society, Farewell to Reason, Conquest of Abundance
- แนวคิดหลัก:
- Epistemological Anarchism (อนาธิปไตยทางญาณวิทยา) — ไม่มีระเบียบวิธีสากลหนึ่งเดียวที่ใช้กำกับวิทยาศาสตร์ได้ทุกยุคทุกกรณี
- Against Method (การต่อต้านระเบียบวิธีตายตัว) — ต่อต้านภาพวิทยาศาสตร์ที่ยึดสูตรสำเร็จตายตัว
- Anything Goes ("อะไรก็ได้") — ไม่ใช่คำเชิญชวนให้มั่ว แต่เป็นการโต้แย้งเชิงประชดต่อระเบียบวิธีที่อ้างตนเป็นกฎสากล
- Methodological Pluralism (พหุนิยมเชิงระเบียบวิธี) — วิทยาศาสตร์เติบโตจากหลายวิธี หลายกรอบ และการเบี่ยงเบนจากแนวทางเดิม
- Counterinduction (การคิดสวนอุปนัย) — บางครั้งการคิดสวนข้อมูลหรือสวนทฤษฎีเดิมอาจเปิดทางความคิดใหม่
- Science and Power (วิทยาศาสตร์กับอำนาจ) — วิทยาศาสตร์ไม่ควรกลายเป็นสถาบันอำนาจที่ปิดกั้นความรู้รูปแบบอื่น
- การวิพากษ์ประวัติศาสตร์นิพนธ์แบบเหตุผลนิยม — ประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์ที่แท้จริงมีความยุ่งเหยิงมากกว่าที่คู่มือ "ระเบียบวิธีวิทยาศาสตร์" นำเสนอ
- Plurality of Traditions (พหุนิยมของประเพณีความรู้) — ต้องระวังไม่ให้วิทยาศาสตร์กลืนระบบความรู้อื่นด้วยอำนาจทางสังคม
- หมายเหตุวิชาการ: ไฟเออร์อาเบนด์ใน Against Method เสนอว่าไม่มีกฎเชิงระเบียบวิธีที่ทั้งมีประโยชน์และไม่มีข้อยกเว้นซึ่งอธิบายความก้าวหน้าของวิทยาศาสตร์ได้ทั้งหมด เขาวิพากษ์ทั้งลัทธิประจักษ์นิยมเชิงตรรกะ (logical empiricism) และเหตุผลนิยมเชิงวิพากษ์แบบป็อปเปอร์ (Popperian critical rationalism) ว่าอาจบีบรัดความคิดใหม่จนขัดขวางความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ (Stanford Encyclopedia of Philosophy)
คาร์ล เฮมเพล (Carl Hempel)#
- ผลงานสำคัญ: Aspects of Scientific Explanation, Philosophy of Natural Science และบทความสำคัญ "Studies in the Logic of Explanation" ร่วมกับพอล ออพเพนไฮม์ (Paul Oppenheim)
- แนวคิดหลัก:
- Deductive-Nomological Model / DN Model (แบบจำลองนิรนัย-กฎครอบคลุม) — การอธิบายเชิงวิทยาศาสตร์คือการนิรนัยเหตุการณ์จากกฎและเงื่อนไขเริ่มต้น
- Explanandum — สิ่งที่ต้องการอธิบาย
- Explanans — ชุดประโยค กฎ หรือเงื่อนไขที่ใช้อธิบาย
- Covering-Law Model (แบบจำลองกฎครอบคลุม) — การอธิบายโดยนำปรากฏการณ์ไปอยู่ภายใต้กฎทั่วไป
- Symmetry of Explanation and Prediction (ความสมมาตรของการอธิบายและการทำนาย) — หากอธิบายได้ ก็อาจทำนายได้ในโครงสร้างเดียวกัน
- Inductive-Statistical Explanation (การอธิบายเชิงอุปนัย-สถิติ) — การอธิบายในรูปแบบสถิติ
- Logical Empiricism (ประจักษ์นิยมเชิงตรรกะ) — วิทยาศาสตร์ควรมีโครงสร้างทางตรรกะและอาศัยหลักฐานเชิงประจักษ์
- Scientific Explanation as Argument — คำอธิบายมีรูปแบบคล้ายข้อโต้แย้งที่มีเงื่อนไขรัดกุม
- หมายเหตุวิชาการ: เฮมเพลเป็นผู้ให้รูปแบบที่ละเอียดและทรงอิทธิพลที่สุดของแบบจำลองนิรนัย-กฎครอบคลุม โดยการอธิบายเชิงวิทยาศาสตร์ประกอบด้วย explanandum และ explanans และ explanandum ต้องเป็นผลลัพธ์ตามหลักตรรกะจาก explanans ซึ่งมีกฎธรรมชาติอย่างน้อยหนึ่งข้อเป็นข้ออ้างสำคัญ (premise) (Stanford Encyclopedia of Philosophy)
บาส ฟาน ฟราสเซิน (Bas van Fraassen)#
- ผลงานสำคัญ: The Scientific Image, Laws and Symmetry, Scientific Representation, The Empirical Stance
- แนวคิดหลัก:
- Constructive Empiricism (ประจักษ์นิยมเชิงสร้าง) — วิทยาศาสตร์มุ่งสร้างทฤษฎีที่มีความเพียงพอเชิงประจักษ์ ไม่จำเป็นต้องเชื่อว่าทฤษฎีเป็นจริงในทุกระดับ
- Empirical Adequacy (ความเพียงพอเชิงประจักษ์) — ทฤษฎีถูกต้องเกี่ยวกับสิ่งที่สังเกตได้ (observable)
- Scientific Anti-Realism (สัจนิยมปฏิเสธทางวิทยาศาสตร์) — ควรระวังการเชื่อว่าสิ่งที่ทฤษฎีกล่าวถึง โดยเฉพาะสิ่งที่สังเกตไม่ได้ (unobservable entities) จำเป็นต้องมีอยู่จริงตามทฤษฎีนั้น
- Acceptance vs Belief (การยอมรับต่างจากการเชื่อ) — การยอมรับทฤษฎีเพื่อนำไปใช้งานไม่เท่ากับการเชื่อว่ามันเป็นจริงทั้งหมด
- Saving the Phenomena (การรักษาปรากฏการณ์) — ทฤษฎีที่ดีอย่างน้อยต้องรักษาหรืออธิบายปรากฏการณ์ที่สังเกตได้
- Semantic View of Theories (มุมมองเชิงความหมายต่อทฤษฎี) — มองทฤษฎีเป็นโครงสร้างแบบจำลอง ไม่ใช่เพียงชุดประโยค
- Pragmatics of Explanation (วัจนปฏิบัติศาสตร์ของการอธิบาย) — คำอธิบายสัมพันธ์กับคำถาม บริบท และความสนใจของผู้ถาม
- หมายเหตุวิชาการ: ฟาน ฟราสเซินเสนอแนวคิดประจักษ์นิยมเชิงสร้างใน The Scientific Image โดยนิยามว่าเป้าหมายของวิทยาศาสตร์คือการให้ทฤษฎีที่มีความเพียงพอเชิงประจักษ์ และการยอมรับทฤษฎีเกี่ยวข้องกับการเชื่อเพียงว่าทฤษฎีนั้นเพียงพอในเชิงประจักษ์ ไม่จำเป็นต้องเชื่อว่าทฤษฎีเล่าความจริงทั้งหมดของโลก โดยเฉพาะส่วนที่สังเกตไม่ได้โดยตรง (Stanford Encyclopedia of Philosophy)
แนนซี คาร์ตไรต์ (Nancy Cartwright)#
- ผลงานสำคัญ: How the Laws of Physics Lie, Nature's Capacities and Their Measurement, The Dappled World, Hunting Causes and Using Them
- แนวคิดหลัก:
- How the Laws of Physics Lie — กฎฟิสิกส์พื้นฐานมักเป็นจริงในโลกของแบบจำลองที่ถูกทำให้เป็นอุดมคติ มากกว่าตรงกับโลกจริงอย่างสมบูรณ์
- Dappled World (โลกลายแต้ม) — โลกจริงเป็นเสมือนผืนผ้าปะติดปะต่อของความสม่ำเสมอ (regularities) หลายแบบ ไม่ใช่ระบบกฎเดียวที่เรียบเนียน
- Nomological Machines (เครื่องจักรเชิงกฎ) — กฎจะทำงานได้เมื่อมีระบบหรือเงื่อนไขเฉพาะที่ทำให้ความสม่ำเสมอนั้นเกิดซ้ำได้
- Capacities (สมรรถนะเชิงเหตุ) — สิ่งต่าง ๆ มีพลังหรือความสามารถเชิงเหตุที่ทำงานภายในบริบทเฉพาะ
- Causal Powers (อำนาจเชิงเหตุ) — อธิบายความเป็นเหตุเป็นผลผ่านสมรรถนะ ไม่ใช่ผ่านกฎสากลเพียงอย่างเดียว
- Model-Based Science (วิทยาศาสตร์บนฐานแบบจำลอง) — วิทยาศาสตร์ทำงานผ่านแบบจำลองที่ตัดทอนความซับซ้อนบางส่วนของโลกออกไป
- Against Overgeneralization (การต่อต้านการขยายผลเกินขอบเขต) — ควรระวังการขยายกฎที่ได้จากห้องทดลองหรือแบบจำลองไปสู่โลกจริงโดยไม่พิจารณาเงื่อนไข
- Evidence for Use (หลักฐานสำหรับการใช้งาน) — หลักฐานต้องเหมาะสมกับบริบทการใช้งาน ไม่ใช่เพียง "มีงานวิจัยรองรับ"
- หมายเหตุวิชาการ: หนังสือ How the Laws of Physics Lie ของคาร์ตไรต์เสนอภาพใหม่เกี่ยวกับบทบาทของกฎพื้นฐานในวิทยาศาสตร์ โดยท้าทายความเชื่อที่ว่ากฎฟิสิกส์พื้นฐานอธิบายโลกจริงได้อย่างตรงไปตรงมาในทุกบริบท และผลักดันให้พิจารณาบทบาทของแบบจำลอง การทำให้เป็นอุดมคติ และเงื่อนไขเฉพาะของการเกิดความสม่ำเสมอมากขึ้น (Oxford University Press Academic)
นักคิดเสริมที่ควรบรรจุ#
- ปิแอร์ ดูเอม (Pierre Duhem) — สำคัญต่อปัญหาการทดสอบแบบองค์รวม (holistic testing) เมื่อทฤษฎีเผชิญข้อมูลที่ขัดแย้ง ไม่อาจสรุปได้ทันทีว่าทฤษฎีหลักผิด เพราะสมมติฐานประกอบ เครื่องมือวัด หรือเงื่อนไขการทดลองอาจเป็นสาเหตุได้เช่นกัน
- ว. ว. โอ. ไควน์ (W. V. O. Quine) — ต่อยอดแนวคิดของดูเอมด้วยภาพเครือข่ายความเชื่อ (web of belief) และปัญหาการกำหนดทฤษฎีไม่ได้อย่างเด็ดขาดจากหลักฐาน (underdetermination)
- เอียน แฮ็กกิง (Ian Hacking) — สำคัญต่อสัจนิยมทางวิทยาศาสตร์แบบที่เน้นการแทรกแซง (intervention) การทดลอง และแนวคิดเรื่องการจัดประเภททางสังคมที่ส่งผลต่อผู้คน ("making up people")
- ฟิลิป คิทเชอร์ (Philip Kitcher) — สำคัญต่อการอธิบายแบบรวมเป็นหนึ่ง (unificationist explanation) และบทบาทของวิทยาศาสตร์ในสังคมประชาธิปไตย
- เวสลีย์ แซลมอน (Wesley Salmon) — สำคัญต่อการอธิบายเชิงเหตุ-กลไก (causal-mechanical explanation) ซึ่งพัฒนาต่อจากแนวคิดของเฮมเพล
- เฮเลน ลองจิโน (Helen Longino) — สำคัญต่อปรัชญาวิทยาศาสตร์แนวสตรีนิยมและแนวคิดภาวะปรวิสัย (objectivity) แบบวิพากษ์เชิงสังคม
- แซนดรา ฮาร์ดิง และดอนนา ฮาราเวย์ (Sandra Harding / Donna Haraway) — สำคัญต่อญาณวิทยาจุดยืน (standpoint epistemology) และความรู้ที่อิงตำแหน่งแห่งที่ (situated knowledge) แม้จะเป็นสายที่ข้ามพ้นขอบเขตของปรัชญาวิทยาศาสตร์แบบดั้งเดิมไปบ้าง
อภิธานศัพท์#
| คำศัพท์ | ความหมายแกน |
|---|
| Falsifiability | ความสามารถที่จะถูกหักล้างได้ |
| Demarcation Problem | ปัญหาเส้นแบ่งระหว่างวิทยาศาสตร์กับสิ่งที่ไม่ใช่วิทยาศาสตร์ |
| Corroboration | การผ่านการทดสอบอย่างเข้มงวด แต่ยังไม่นับว่าพิสูจน์จริง |
| Risky Prediction | คำทำนายที่มีความเสี่ยงจะผิดจริง |
| Paradigm | กรอบแบบแผนร่วมของชุมชนวิทยาศาสตร์ |
| Normal Science | การแก้ปัญหาปริศนาภายในกรอบเดิม |
| Anomaly | สิ่งที่กรอบเดิมอธิบายไม่ได้ |
| Scientific Revolution | การเปลี่ยนกรอบใหญ่ของวิทยาศาสตร์ |
| Research Programme | โครงการวิจัยทั้งชุด ไม่ใช่ทฤษฎีเดี่ยว |
| Hard Core | แกนทฤษฎีที่ได้รับการปกป้อง |
| Protective Belt | สมมติฐานเสริมที่ปรับเปลี่ยนได้ |
| Progressive Programme | โครงการวิจัยที่ยังทำนายหรือค้นพบสิ่งใหม่ได้ |
| Degenerating Programme | โครงการวิจัยที่ปรับตัวเพียงเพื่อแก้ตัว |
| Explanandum | สิ่งที่ต้องอธิบาย |
| Explanans | ชุดประโยคหรือกฎที่ใช้อธิบาย |
| DN Model | แบบจำลองการอธิบายเชิงนิรนัย-กฎครอบคลุม |
| Covering Law | การอธิบายด้วยกฎทั่วไป |
| Empirical Adequacy | ความตรงกับสิ่งที่สังเกตได้อย่างเพียงพอ |
| Scientific Realism | จุดยืนที่เชื่อว่าทฤษฎีวิทยาศาสตร์เล่าโลกจริง |
| Constructive Empiricism | จุดยืนที่เชื่อเพียงความเพียงพอเชิงประจักษ์ |
| Underdetermination | สภาวะที่หลักฐานชุดเดียวกันรองรับได้หลายทฤษฎี |
| Auxiliary Hypothesis | สมมติฐานประกอบของทฤษฎีหลัก |
| Model | แบบจำลองที่ตัดทอนความซับซ้อนบางส่วนของโลกออก |
| Idealization | การทำให้สถานการณ์เรียบง่ายลงเพื่อให้คิดวิเคราะห์ได้ |
| Mechanism | กลไกเชิงเหตุที่อยู่เบื้องหลังปรากฏการณ์ |
| Nomological Machine | เงื่อนไขที่ทำให้กฎทำงานซ้ำได้ |
| Replication | การทำซ้ำผลการวิจัยเพื่อยืนยันความน่าเชื่อถือ |
| Operationalization | การแปลงมโนทัศน์ให้เป็นสิ่งที่วัดได้ |
| Construct Validity | ความตรงของเครื่องมือวัดต่อมโนทัศน์ที่ต้องการวัด |
| Scientism | จุดยืนที่ยกวิทยาศาสตร์เป็นคำตอบสุดท้ายของทุกเรื่อง |
ข้อควรระวังทางวิชาการ#
- อย่าตีความว่า "unfalsifiable" เท่ากับ "ไม่มีคุณค่า" ป็อปเปอร์แยกเส้นแบ่งระหว่างวิทยาศาสตร์กับสิ่งที่ไม่ใช่วิทยาศาสตร์ แต่สิ่งที่ไม่ใช่วิทยาศาสตร์ไม่จำเป็นต้องไร้ความหมาย
- อย่าลดทอนคูห์นให้เหลือเพียง "วิทยาศาสตร์เป็นแค่ความเชื่อของชุมชน" แนวคิดของคูห์นมีความซับซ้อนกว่านั้นมาก
- อย่าตีความไฟเออร์อาเบนด์ว่าหมายถึง "อะไรก็ได้ มั่วได้" เขาโจมตีระเบียบวิธีที่ตายตัว ไม่ใช่เชิญชวนให้เลิกใช้เหตุผล
- อย่าสรุปว่าการอธิบายเชิงวิทยาศาสตร์ทั้งหมดต้องเป็นไปตามแบบจำลองนิรนัย-กฎครอบคลุมของเฮมเพลเท่านั้น ภายหลังเฮมเพลมีแบบจำลองการอธิบายอื่นอีกมาก เช่น เชิงเหตุ เชิงสถิติ เชิงวัจนปฏิบัติศาสตร์ เชิงกลไก และเชิงรวมเป็นหนึ่ง
- อย่าตีความฟาน ฟราสเซินว่า "ไม่เชื่อวิทยาศาสตร์" ประจักษ์นิยมเชิงสร้างไม่ได้ปฏิเสธวิทยาศาสตร์ เพียงแต่จำกัดขอบเขตของสิ่งที่ควรเชื่อ
- อย่าตีความคาร์ตไรต์ว่า "กฎวิทยาศาสตร์โกหกทั้งหมด" เธอวิพากษ์บทบาทของกฎพื้นฐานและแบบจำลองที่ถูกทำให้เป็นอุดมคติ ไม่ได้บอกว่าวิทยาศาสตร์ไร้คุณค่า
- ไม่ควรใช้ปรัชญาวิทยาศาสตร์เป็นเครื่องมือปฏิเสธแนวคิดของยุงเพียงด้านเดียว แต่ควรใช้เป็นเครื่องมือแยกแยะประเภทของข้ออ้างให้ชัดเจนกว่าเดิม — แยกว่าข้อความใดเป็นข้ออ้างเชิงวิทยาศาสตร์ สมมติฐานทางคลินิก การตีความเชิงสัญลักษณ์ ข้อโต้แย้งเชิงปรัชญา หรืออุปลักษณ์
หมายเหตุการขัดเกลา: เนื้อหานี้เรียบเรียงจากบันทึกต้นฉบับ ตัดส่วนที่เป็นบทสนทนาและโน้ตการวางแผนออกทั้งหมด คงไว้เฉพาะเนื้อหาวิชาการและการอ้างอิงเดิม